10 ปี 10 ล้าน ทำได้แน่

กุมภาพันธ์ 28, 2008

  ทำตามนี้ได้ 10 ล้านไม่ไปไหนแน่

  จากเว็บชมรมคนออมเงิน ของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เจอบทความดีๆ 10 ปี 10 ล้าน เห็นว่าตั้งแต่ปี 2549 แล้ว แต่ก็ยังใช้ได้ดีอยู่

การที่จะทำเงินให้ได้ 10 ปี 10 ล้านนั้น ท่านบอกว่า

    1. ให้เก็บเงินสร้างนิสัยการออมให้ได้เดือนละ 25,840 บาท แล้วนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5% แบบทบต้น เมื่อครบ 10 ปีก็จะมีเงิน 4 ล้านบาท  (ทดลองดูได้ตามสมการนี้ใน excle -> PV(5%/12,-120,25840,,1) จะได้ 4,029,212.83 บาท)

    2. สุขภาพแข็งแรงมีมูลค่า 2 ล้านบาท ให้ออกกำลังกายต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 10 ปี ห้ามอ้วน และนอนให้เพียงพอวันละ 6-7 ชม.

   3. ครอบครัวอบอุ่นมีมูลค่า 2 ล้านบาท ดูแลลูก ภรรยา สามีให้ดี ให้ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด และออมเงินเป็น โดย สอนลูกให้จับปลา หาเงินทำงานเองได้

  4. ความสุขในการทำงานมีมูลค่า 2 ล้านบาท ให้ทำงานให้มีความสุข โดยขยัน ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา หนักเอาเบาสู้ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ สร้างพันธมิตร

  เมื่อครบดังนี้ก็จะมีทรัยพ์สมบัติและรูปสมบัติครบ 10 ล้านบาท พอดี :)

   ตอนนี้ผมก็เริ่มออกกำลังกาย วิดพื้น ซิทอัพ วิ่ง แล้วก็เก็บเงินให้ได้เยอะๆ แต่ว่า เดือนละ 25,840 บาทเนี่ยมันเยอะมากเลย ไหนจะผลตอบแทน 5% ทบต้นอีก แสดงว่า ท่านดร.สุวรรณ ต้องการให้เราพยายาม ขยัน ทำให้มีรายได้สูงๆ และรู้จักอดออมจริงๆ รวมถึงต้องศึกษาเพิ่มพูนความรู้เรื่องเงินทองและการลงทุนด้วย

   แต่เอาเถอะ ผลตอบแทนแบบทบต้น อีก 10 ปีเจอกัน ใครทำได้ช่วยบอกผมด้วยนะครับ


ดอกเบี้ยมันถูก เอาเงินมาลงทุนดีกว่า (ภาคจบ)

กุมภาพันธ์ 27, 2008

  เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากจะต้องทำงานไปตลอดชีวิต  สู้เลือกทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ดีกว่า 

  ผู้รู้หลายๆคนชอบเปรียบการลงทุน(เพื่อหาเงิน)เป็นเหมือนแม่น้ำ ที่แบ่งเป็น 2 สาย สายแรกเป็นการลงทุนหาเงินด้วยตนเอง เช่น การทำงานประจำ การตั้งบริษัทแล้วจ้างตัวเองทำงาน ข้อดีของสายนี้คือง่ายในการได้มาซึ่งเงิน แต่เมื่อหยุดทำงาน แม่น้ำกระแสเงินก็จะหยุดไหล ส่วนสายที่สองคือการสร้างระบบ และการให้เงินทำงานให้ สายนี้นั้นแม้ว่าเราจะหยุดทำงานแล้วแต่เงินก็ยังคงทำงานให้เราอยู่แล้วสร้างรายได้ให้เราเรื่อยๆ 

  การทำงานประจำ การจ้างตัวเองทำงาน การสร้างระบบ นั้นผมไม่เชี่ยวชาญและไม่บังอาจให้คำแนะนำได้ แต่การให้เงินทำงานเนี่ยแม้จะฟังดูยากแต่จริงๆแล้วมันง่ายที่สุด และจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภายหลัง ถ้าเรามีระเบียบวินัยและดูแลตัวเองได้

  อย่างไรก็ตาม เรามาดูข้อมูลของการลงทุนประเภทต่างๆจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกันดีกว่า

   ถ้าเราลงทุนในหุ้น พันธบัตร เงินและทอง เป็นเงิน 1,000 บาท เมื่อปี 2518 แล้วทิ้งไว้ 30 ปี ถึงปี 2548 หุ้นจะให้ผลตอบแทนแบบทบต้น 12% ต่อปี เป็น 30,308 บาท พันธบัตรได้ที่ 10% เงินฝากได้ที่ 7% และทองคำได้ที่ 3% ต่อปีได้เป็น 2,487 บาท

ที่มา: http://www.set.or.th/setresearch/files/setnote/setnote5_2006.pdf

  ยังงี้แปลว่าเราควรลงทุนในหุ้นงั้นหรอ? คำตอบคือไม่ เพราะผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ใหญ่ยิ่ง การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นมีความผันผวนสูงแต่ก็ได้ผลตอบแทนสูง ดังนั้นการลงทุนต้องดูสไตล์การใช้ชีวิต อายุ และความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้วผมต้องรวยเร็วที่สุด อีก 10 ปี ต้องมีเงินสัก 10 ล้านให้ได้ ตามโครงการของดร.สุวรรณ วลัยสเถียรถ้า

   เมื่อมองในสภาวะปัจจุบันแล้ว มีข่าวลือว่าจะลดดอกเบี้ยเงินฝากลง ทั้งๆที่มันก็ต่ำจะแย่อยู่แล้วคือ 0.75%-3% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากที่เห็นๆกันเนี่ยจะถูกหักภาษี 15% ตัวเลขที่แท้จริงของผลตอบแทนเงินฝากก็คือ 0.64%-2.55%  เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ 4.8% แล้ว ทำให้การฝากเงินเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดในการรักษาเงินที่ได้มาอย่างยากลำบาก แต่ใช่ความเสี่ยงมันต่ำที่สุด
  

 ทีนี้เมื่อมองทางเลือกที่ 2
  การลงทุนในพันธบัตร เสี่ยงขึ้นมาอีกนิด ปัจจุบันนี้ ถ้าคิดจะถือพันธบัตรไว้สัก 4 ปีผลตอบแทนก็จะอยู่ที่ราวๆ 4% ซึ่งก็ยังคงน้อยกว่าเงินเฟ้ออยู่ดีทำให้เราต้องมาพิจารณาทางเลือกที่ 3

  การลงทุนในทอง เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ผลตอบแทนไม่แน่นอน เก็บรักษายากเพราะยังไม่มีสถาบันซื้อทองในรูปแบบหุ้น ผลตอบแทนปัจจุบันประมาณ 15%-40% ต่อปี ใช่ครับ 15%-40~ต่อปี เพราะว่า ราคาทองวิ่งตามน้ำมันและแปรผกผันกับดอล์ล่าห์ เมื่อน้ำมันขึ้นทุกวันๆ ดอล์ล่าห์ถูกลงๆ ทำให้ราคาทองพุ่งติดเพดาน นับเป็นการลงทุนที่คุ้ม ไม่ค่อยเสี่ยง แต่ต้องใจเย็น ต้องมีเงินเริ่มต้นค่อนข้างเยอะเพราะต้องซื้ออย่างต่ำทีละบาท ซึ่งคือ 14,900 แล้ววันนี้ แล้วต้องหาทีเก็บด้วย และไม่แน่ว่าทองจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ เมื่อไหร่ เพราะเมื่อพิจารณาผลในอดีตแล้ว ผลตอบแทนแค่ 3% ทบต้น เท่านั้น อย่างไรก็ตามในระยะสั้นทองยังคงเป็นการลงทุนที่ดีครับ ดูกราพฟ 15 ปีย้อนหลังได้ที่เวบไซต์สมาคมค้าทองคำ

    อีกแบบก็คือกองทุนรวมต่างๆ ครับ มีหลายประเภทความเสี่ยงต่างๆกันไป ผลตอบแทนตั้งแต่
ติดลบไปจนถึง 15% เลือกได้ทั้งแบบเสียภาษี ปันผล ไม่เสียภาษี

   หุ้น ความเสี่ยงสูงสุด แต่ผลตอบแทนสูงสุด และเราจะมาเน้นกันที่ตัวนี้เนื่องจากว่าผลตอบแทนสูงสุด -200% ถึง 200% ก็มีให้เห็นมาแล้ว เสี่ยงมากครับแต่ผลตอบแทนก็คุ้มความเสี่ยงแน่นอนครับ

  แล้วมีทางเลือกอื่นไหม?
  ประกันชีวิต ครับ ประกันวันนี้ อีก 20 ปีเจอเงินตัวเองอีกทีหนึ่ง ความเสี่ยงและผลตอบแทนระดับเดียวกับพันธบัตร แต่ก็มีความคุ้มครองชีวิตด้วย

  แชร์ต่างๆ,  MLM, เฟรนไชน์  เช่น …. ไม่อาจเอ่ยชื่อได้เพราะเยอะ ที่ดีๆก็มี แต่ที่ไม่ดีก็เยอะครับ

  เปิดกิจการเองครับ ทำได้ดีก็รวย ไม่รอด ก็กลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม
  แต่จำไว้ครับการลงทุนอะไรก็ไม่ดีเท่ากับการลงทุนให้กับตัวเราเองโดยเฉพาะด้านปัญญา


ดอกเบี้ยมันถูก เอาเงินมาลงทุนดีกว่า (ภาคต้น)

กุมภาพันธ์ 25, 2008

Know’s Blog  Blog เก็บความรู้การลงทุน

วันนี้คุณลงทุนแล้วหรือยัง?

    ผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง อายุก็ 20 ปลายๆแล้ว ทำงานมาก็ 5-6 ไม่เห็นจะรวยสักที รถ ก็ยังไม่มี บ้านก็คงอีกนาน เงินเดือนก็ไม่ค่อยไปไหน แต่ก็อุตาสาห์บากบั่นเก็บหอมรอมริบจนมีเงินกับเขาสักก้อนแล้ว แต่ก็ยังมองไม่ค่อยเห็นอนาคต เพียงแต่ว่าความรู้ที่เราได้มาจากการเรียนต่างๆนั้นบอกให้ไม่ยอมแพ้ สักวันฉันต้องรวยให้ได้ ก็พูดไปนั่น

      ด้วยความรู้ที่ติดหัวมาสมัยมหาลัย อาจารย์บอกว่าถ้าเมื่อไหร่ดอกเบี้ยธนาคารน้อยกว่าเงินเฟ้อให้ระวังเงินกำลังจะหายไป เงินกำลังจะลดลง ช่วงนี้ได้ข่าวบ่อยๆว่าเงินเฟ้อเนี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการไว้ว่า(รวมน้ำมันกับอาหาร) ปีนี้อยู่ระหว่าง 2.8-4.0% แล้วก็เลยไปเปิดสมุดออมทรัยพ์ดูดอกเบี้ย เห็นจำนวนแล้วก็ตกใจ  0.75% แปลว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างผมจะจนลงเรื่อยๆนะ เก็บเงินไว้ 100 บาท วันนี้พอปลายปี เหลือ 96 บาทนิดๆ อ้าวอยู่ดีๆเงินหาย เซ็งเป็ด

    ทีนี้คิดๆไปก็นึกได้ว่าจริงๆแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดเลย ถ้าเราอายุไม่ยืน แต่ปัจจุบันคนดันอายุยืนประมาณ 86-89 ปีนะซี แล้วส่วนใหญ่ก็เกษียณตอนอายุ 60 แปลว่าเราต้องอยู่ 20 ปีโดยไม่มีเงินเดือน อืมๆไปหยิบ excle มาคำนวณ ก็ได้ว่าถ้าเราต้องการอยู่แบบปกติโดยมีเงินใช้เดือน 20,000 บาท ณ ตอนนั้นแล้ว แปลว่าเราต้องมีเงินเก็บตอนอายุ 60 =12 x 20 x 2000 = 4,800,000 บาท โดยที่ตอนนั้น ข้าวที่เงินเฟ้อ อาจจะราคาจานละ 200 บาทแล้วก็ได้ ไหนจะค่ารักษาพยาบาล ค่าอื่นๆอีกจิปาถะ ตายแหงๆ ว่าแล้วก็นึกได้ เออใช่ ชิงตายก่อนซะตอน 60 ก็สบายแล้ว ไม่ต้องเก็บเงินไว้หลังเกษียณ พูดนะพูดได้ แต่ใครๆก็รักชีวิต ก็ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างให้มีเงินเยอะที่สุด
แม้เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องมีเงิน

   แล้วจะทำไงล่ะ? ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนในรูปแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่านะสิ

  ปล. โชคดีที่ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมช่วยคำนวณว่าเราควรจะมีเงินเท่าไหร่เพื่อการเกษียณ ตาม link ไปเลยครับ
http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=78