ไปก๊อบมาอีกแล้ว http://www.efinancethai.com/hotnews/frame_hot.aspx?name=h_190308h
หุ้นไทยประกาศอิสรภาพ…
ไม่ขอขึ้นตรงกับตลาดหุ้นทั่วโลก
ใครจะเชื่อ! หุ้นไทยประกาศอิสรภาพแล้ว ไม่ขอขึ้นตรงกับตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ดาวโจนส์ที่เคยเป็นศูนย์กลางอันดับ 1 ซึ่งเมื่อวันก่อนบวกกว่า 400 จุด ยังไม่อาจนำพาหุ้นไทยเดินหน้าบวกเทียบชั้นได้ นักวิเคราะห์ประเมิน เป็นเพราะการเมืองในประเทศที่ร้อนระอุ ทั้งคดี “ยงยุทธ” และยุบ 2 พรรคการเมือง หนำซ้ำนักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องสัปดาห์นี้ 4 พันล้านบาทแล้ว หวั่นปัญหาซับไพร์มลุกลามไม่หยุด ด้านขาใหญ่มองหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง หวัง กนง. ลดดอกเบี้ยกระตุ้นอีกรอบ
* 19 มี.ค. หุ้นไทยร่วงไม่สนดาวโจนส์-หุ้นภูมิภาค
นักลงทุนตกตะลึง หุ้นไทยทำไมตลาดหุ้นไทยไม่เดินหน้าบวกเหมือนดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในภูมิภาค ที่เดินหน้าบวกถ้วนหน้า หลังคืนวันที่ 18 มีนาคม 2551 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ย 0.75% เหลือ 2.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2004
โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดวันที่ 19 มีนาคม 2551 ปิดตลาดที่ระดับ 807.67 จุด ลดลง 4.65 จุด หรือ 0.57% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดคืนวันที่ 18 มีนาคม 2551 ที่ระดับ 12392.66 จุด เพิ่มขึ้น 420.41 จุด หรือ 3.51% เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี, ดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ระดับ 2,268.26 จุด เพิ่มขึ้น 91.25 จุด หรือ 4.19% และดัชนี S&P ปิดที่ระดับ 1330.74 จุด เพิ่มขึ้น 54.14 จุด หรือ 4.24%
ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียในวันที่ 19 มีนาคม 2551 ต่างปรับตัวขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน โดยดัชนีเวทเต็ด ไต้หวัน ปิดที่ระดับ 8,179.35 จุด เพิ่มขึ้น 121.53 จุด หรือ 1.51%, ดัชนีนิกเกอิ โตเกียว ปิดที่ระดับ 12,260.44 จุด เพิ่มขึ้น 296.28 จุด หรือ 2.48%, ดัชนี ฮั่งเส็ง ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 21,866.94 จุด เพิ่มขึ้น 482.33 จุด หรือ 2.26%, ดัชนี PHCOMP ฟิลิปปินส์ ปิดที่ระดับ 2,817.58 จุด เพิ่มขึ้น 40.16 จุด หรือ 1.45% แต่ดัชนีสเตรทไทม์ สิงคโปร์ ปิดที่ระดับ 2,833.21 จุด ลดลง 0.37 จุด หรือ 0.01% หลังจาก ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในเอเชีย กรณีที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
* หวังเงินไหลเข้าไทยหลังเฟดลดดอกเบี้ยอีก 0.75%
ประเด็นการปรับลดดอกเบี้ยของ เฟด อีก 0.75% ทำให้หลายฝ่ายมีความหวังว่า น่าจะเป็นข่าวดีมากระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง โดยนายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) (BLS) เปิดเผยว่า หลัง เฟด ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.75% อาจจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากยังคงมีแวลูเอชั่น
ขณะที่นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีสัญญาณดีขึ้น ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศเริ่มมีความมั่นใจหลังจาก เฟด มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงิน อีกทั้งยังได้เข้าไปร่วมมือกับเจพี มอร์แกน ในการช่วยแก้ปัญหาแบร์ สเทิร์น สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้อย่างทันที ทำให้เป็นการยืนยันว่าเฟดยินดีเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ
* ฟิทช์ เรทติ้ง อาจเพิ่มเครดิตประเทศไทยเป็น A-
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้นักลงทุนสงสัยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับไทยแต่ทำไมหุ้นไม่ตอบรับ นั่นก็คือ มร.เจมส์ แมคคอร์แมค กรรมการผู้จัดการ ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ‘Can Thailand Fund For Growth With Sustainable Rating’ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB+ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในการปรับอันดับความน่าเชื่อถือเป็น A- ได้หากปัจจัยด้านเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ทั้งยังระบุว่า มองว่าปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยยังถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียในกรณีที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 10% จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่า
ทั้งนี้ ฟิทช์ คาดการณ์ว่าปี 2551 การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัว 4.7% ซึ่งลดลงจากปี 2550 ที่ขยายตัว 4.8% เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนภาคเอกชนแม้จะเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวแต่ก็อยู่ในระดับต่ำ ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มส่งสัญญาณว่าราคาปรับลดลงตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยยังมีความเสี่ยง เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคส่งออกและส่วนนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะจัดการอย่างไรไม่ให้เงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้มองว่าหาก ธปท. ไม่เข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท ค่าเงินบาทในปัจจุบันจะแข็งค่ามากกว่าที่เป็น
* หวั่นการเมืองกระทบการลงทุน-ต่างชาติเทขายหุ้นต่อ
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านการเมืองสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากปัจจุบันความน่าเชื่อถือทางการเมืองปรับตัวแย่ลง ความมั่นคงทางการเมือง กฎระเบียบต่างๆ รวมถึงเรื่องคอร์รัปชั่นก็ปรับตัวในทิศทางแย่ลง มีเพียงประสิทธิภาพของการทำงานเท่านั้นที่ปรับตัวดีขึ้น
สอดคล้องกับบรรดาโบรกเกอร์หลายสำนักที่มองว่า การเมืองที่ร้อนระอุ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมา โดย นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นออกมา น่าจะมาจากความกังวลเรื่องปัญหาซับไพร์มที่จะลุกลามให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะงักงัน และระบบการเงินขาดสภาพคล่องจึงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสด ประกอบกับภายใต้สถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจนและมีความเสี่ยงในหลายประเด็น ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจในการลงทุนจึงมีแรงขายอออกมา โดยสังเกตจากราคาหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงทั่วหน้า
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ว่า สาเหตุที่ดัชนีฯ ปรับตัวในกรอบจำกัดมองว่า เป็นเพราะช่วงบ่ายวันที่ 17 มีนาคม 2551 นักลงทุนได้เข้ามาเก็งกำไรประเด็นเฟดลดดอกเบี้ยไว้แล้ว และเมื่อมีข่าวออกมาตามคาดก็ทำให้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ฉุดรั้งให้ดัชนีฯ ปรับขึ้นได้ไม่ไกล นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากคดีการเมืองทั้งคดีทุจริตการเลือกตั้งของ
นายยงยุทธ ติยะไพรัช และคดียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองในประเทศและยังไม่กล้าเข้ามาลงทุนเต็มตัว บรรยากาศการซื้อขายจึงไม่คึกคักนัก
นางสาวสุภากร สุจิรัตนวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีบี กล่าวว่า ภาพการลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางการบริหารประเทศ ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเต็มตัว และเมื่อดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นระหว่างการซื้อขาย จึงมีแรงขายทำกำไรสลับออกมากดดันให้ดัชนีฯปรับลดลง นอกจากนี้ แรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติที่มีออกมาต่อเนื่อง ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนเช่นกัน
โดย ประเด็น วันนี้ (20 มี.ค.) กกต. ส่งสำนวนคดีนายยงยุทธ กรณีทุจริตการเลือกตั้งให้ศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง และนัดฟังคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้อง รวมถึงกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่อาจนำไป สู่ความขัดแย้งในสังคมอาจทำให้นักลงทุนอาจมีแรงเทขายลดความเสี่ยงและฉุดรั้ง ให้ดัชนีฯ ยืนแดนลบ
ขณะที่ ทิศทางเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติ ที่ขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้ขายแล้วประมาณ 4 พันล้านบาท เป็นปัจจัยกดดันจิตวิทยาการลงทุนในประเทศ ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่กล้าเข้ามาลงทุน จึงทำให้บรรยากาศการลงทุนมีแนวโน้มซบเซา
นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา (AYF) กล่าวว่า การที่ เฟด ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.75% มาอยู่ที่ 2.25% ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยทางการเมืองในประเทศกดดันอยู่ ทั้งการเลื่อนการตัดสินคดียุบพรรคมัชฌิมาฯ และพรรคชาติไทย รวมไปถึงกรณีคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตการเลือกตั้ง จนถูกแจกใบแดง ซึ่ง กกต. ได้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแล้ว โดยศาลฯ นัดฟังว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันนี้ โดยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ภายหลังจากเริ่มเห็นผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
* ขาใหญ่มองหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง-หวัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามเฟด
นายฉาย บุนนาค นักลงทุนรายใหญ่ ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยว่ายังอยู่ในช่วงขาลง โดยเป็นไปตามทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับฐาน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัญหาวิกฤติตลาดสินเชื่อ และประเด็นการเมืองในประเทศยังเผชิญกับความเสี่ยงจากคดีต่างๆ ซึ่งถือว่าภาวะการลงทุนในช่วงนี้ไม่มีปัจจัยบวกใดเข้ามาสนับสนุน ถึงแม้ราคาหุ้นไทยปัจจุบันจะถือว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียด้วยกัน แต่ด้วยทิศทางเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเพื่อถือเงินสดลดความเสี่ยงทำให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ไม่ไกลนัก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อหุ้นตามทิศทางเม็ดเงินต่างชาติ เน้นการเข้าเร็วออกเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับลดลงมากก็น่าสนใจที่จะเข้าซื้อลงทุน เช่นหุ้น PTT มองว่าถ้าราคาปรับลงมาต่ำกว่า 300 บาท จะเป็นจุดที่น่าจะเข้ารับหุ้นเพราะมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งมากและมีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งในระยะยาวเชื่อว่าธุรกิจของ PTT จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลวิภาวดีรังสิต จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันที่ 19 มีนาคม เคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นเพราะไม่ได้รับผลดีโดยตรงจากการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ล่าสุด เฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% มาอยู่ที่ระดับ 2.25%
อย่างไรก็ดี การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)รอบหน้า หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระดับ 1% ก็น่ากระตุ้นการลงทุนได้มาก และอาจมีผลหนุนให้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น
“ครั้งนี้หุ้นบ้านเราไม่ตอบเราเท่าไหร่ เฟดลดดอกเบี้ยก็มีผลต่อเค้า แต่เราคงต้องดูว่าแบงก์ชาติจะว่าอย่างไร คาดว่าลง 1% เพราะรอบที่แล้วไม่ได้ลง รอบที่แล้วคงไว้ เพราะถ้าดอกเบี้ยไม่ลง ตลาดหุ้นก็อยู่อย่างนี้ มีทางเดียวที่สกัดเงิน เพื่อลดปัญหาค่าบาทแข็ง ก็ต้องลดดอกเบี้ย และยังช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย” นายชัยสิทธิ์ กล่าว
* เชื่อต่างชาติกลับเข้าไทยหลังการเมืองสงบ
นาย รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หากรัฐบาลมีความมั่นคงเชื่อว่านักลงทุนก็จะคลายความกังวลจากปัญหาต่างๆ และจะกลับเข้ามาลงทุน ซึ่งมองว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะ เวลารวดเร็วแค่ไหนนักลงทุนเอกชนก็จะตอบอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ทั้งนี้ มองว่าเศรษฐกิจของไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4.5% แต่จะต้องดูว่าปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันที่ทุกประเทศจะต้องประสบ เช่น ค่าครองชีพสูงที่มาจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจะสามารถแก้ไขได้เร็วเพียงใด
ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา (AYF) กล่าวว่า ตลาดหุ้นในประเทศเวียดนามมีความน่าสนใจจึงมีการเปิดกองทุนอยุธยา อาเซียน เวียดนามโฟกัส (AYF AVN) เนื่องจากประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเวียดนามมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และสภาพการเมืองภายในประเทศค่อนข้างนิ่ง แตกต่างจากตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศยังไม่คลี่คลายจึงเกรงว่าเศรษฐกิจในเวียดนามรวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามอาจมีความทัดเทียม หรือแซงหน้าประเทศไทยได้ในอนาคต
************************************************ ตารางแสดงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชีย ณ วันที่ 18-19 มีนาคม 2551
ดัชนี ตลาดหุ้น ปิดที่ระดับ เพิ่มขึ้น (ลดลง) จุด เปลี่ยนแปลง%
ดาวโจนส์ สหรัฐ 12,392.66 420.41 3.51
แนสแด็ก สหรัฐ 2,268.26 91.25 4.19
S&P สหรัฐ 1,330.74 54.14 4.24เวทเต็ด ไต้หวัน 8,179.35 จุด 121.53 1.51
นิกเกอิ โตเกียว 12,260.44 296.28 2.48
ฮั่งเส็ง ฮ่องกง 21,866.94 482.33 2.26
PHCOMP ฟิลิปปินส์ 2,817.58 40.16 1.45
สเตรทไทม์ สิงคโปร์ 2,833.21 (0.37) (0.01)
SET Index ไทย 807.67 (4.65) (0.57)
หมายเหตุ : เฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดวันที่ 18 มี.ค.51
——————–
ไหนบอกว่า มี corelation 51% กับ Hangseng, 31% กับ Dow Jones ไหงขึ้นปุ๊ปตกปั๊ป T_T หมดตูดครับ หมดตัวเลยครับงานนี้ เกือบตาย ดีว่าปล่อยทันไม่งั้นได้เป็นหนี้เขาอีกนานเลยละ
โพสต์โดย knowblog
โพสต์โดย knowblog
โพสต์โดย knowblog