หุ้นไทยประกาศอิสรภาพ…

มีนาคม 20, 2008

ไปก๊อบมาอีกแล้ว http://www.efinancethai.com/hotnews/frame_hot.aspx?name=h_190308h

 หุ้นไทยประกาศอิสรภาพ…
  ไม่ขอขึ้นตรงกับตลาดหุ้นทั่วโลก
          ใครจะเชื่อ! หุ้นไทยประกาศอิสรภาพแล้ว ไม่ขอขึ้นตรงกับตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ดาวโจนส์ที่เคยเป็นศูนย์กลางอันดับ 1 ซึ่งเมื่อวันก่อนบวกกว่า 400 จุด ยังไม่อาจนำพาหุ้นไทยเดินหน้าบวกเทียบชั้นได้ นักวิเคราะห์ประเมิน เป็นเพราะการเมืองในประเทศที่ร้อนระอุ ทั้งคดี “ยงยุทธ” และยุบ 2 พรรคการเมือง หนำซ้ำนักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องสัปดาห์นี้ 4 พันล้านบาทแล้ว หวั่นปัญหาซับไพร์มลุกลามไม่หยุด ด้านขาใหญ่มองหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง หวัง กนง. ลดดอกเบี้ยกระตุ้นอีกรอบ

* 19 มี.ค. หุ้นไทยร่วงไม่สนดาวโจนส์-หุ้นภูมิภาค
          นักลงทุนตกตะลึง หุ้นไทยทำไมตลาดหุ้นไทยไม่เดินหน้าบวกเหมือนดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นในภูมิภาค ที่เดินหน้าบวกถ้วนหน้า หลังคืนวันที่ 18 มีนาคม 2551 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดดอกเบี้ย 0.75% เหลือ 2.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2004
          โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดวันที่ 19 มีนาคม 2551 ปิดตลาดที่ระดับ 807.67 จุด ลดลง 4.65 จุด หรือ 0.57% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดคืนวันที่ 18 มีนาคม 2551 ที่ระดับ 12392.66 จุด เพิ่มขึ้น 420.41 จุด หรือ 3.51% เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี, ดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ระดับ 2,268.26 จุด เพิ่มขึ้น 91.25 จุด หรือ 4.19% และดัชนี S&P ปิดที่ระดับ 1330.74 จุด เพิ่มขึ้น 54.14 จุด หรือ 4.24%
          ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียในวันที่ 19 มีนาคม 2551 ต่างปรับตัวขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน โดยดัชนีเวทเต็ด ไต้หวัน ปิดที่ระดับ 8,179.35 จุด เพิ่มขึ้น 121.53 จุด หรือ 1.51%, ดัชนีนิกเกอิ โตเกียว ปิดที่ระดับ 12,260.44 จุด เพิ่มขึ้น 296.28 จุด หรือ 2.48%, ดัชนี ฮั่งเส็ง ฮ่องกง ปิดที่ระดับ 21,866.94 จุด เพิ่มขึ้น 482.33 จุด หรือ 2.26%, ดัชนี PHCOMP ฟิลิปปินส์ ปิดที่ระดับ 2,817.58 จุด เพิ่มขึ้น 40.16 จุด หรือ 1.45% แต่ดัชนีสเตรทไทม์ สิงคโปร์ ปิดที่ระดับ 2,833.21 จุด ลดลง 0.37 จุด หรือ 0.01% หลังจาก ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า สิงคโปร์ ฮ่องกง และเวียดนาม มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากที่สุดในเอเชีย กรณีที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

* หวังเงินไหลเข้าไทยหลังเฟดลดดอกเบี้ยอีก 0.75%
          ประเด็นการปรับลดดอกเบี้ยของ เฟด อีก 0.75% ทำให้หลายฝ่ายมีความหวังว่า น่าจะเป็นข่าวดีมากระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง โดยนายญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) (BLS) เปิดเผยว่า หลัง เฟด ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.75% อาจจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในต่างประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากยังคงมีแวลูเอชั่น
          ขณะที่นายรพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีสัญญาณดีขึ้น ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศเริ่มมีความมั่นใจหลังจาก เฟด มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงิน อีกทั้งยังได้เข้าไปร่วมมือกับเจพี มอร์แกน ในการช่วยแก้ปัญหาแบร์ สเทิร์น สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้อย่างทันที ทำให้เป็นการยืนยันว่าเฟดยินดีเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาต่างๆ

* ฟิทช์ เรทติ้ง อาจเพิ่มเครดิตประเทศไทยเป็น A-
          ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้นักลงทุนสงสัยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีสำหรับไทยแต่ทำไมหุ้นไม่ตอบรับ นั่นก็คือ มร.เจมส์ แมคคอร์แมค กรรมการผู้จัดการ ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ ‘Can Thailand Fund For Growth With Sustainable Rating’ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ที่ BBB+ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในการปรับอันดับความน่าเชื่อถือเป็น A- ได้หากปัจจัยด้านเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น
          ทั้งยังระบุว่า มองว่าปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยยังถือว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียในกรณีที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็น 10% จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่า
          ทั้งนี้ ฟิทช์ คาดการณ์ว่าปี 2551 การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัว 4.7% ซึ่งลดลงจากปี 2550 ที่ขยายตัว 4.8% เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมถึงการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนภาคเอกชนแม้จะเริ่มมีทิศทางฟื้นตัวแต่ก็อยู่ในระดับต่ำ ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มส่สัญญาณว่าราคาปรับลดลงตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกนับจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
          นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยยังมีความเสี่ยง เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อภาคส่งออกและส่วนนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะจัดการอย่างไรไม่ให้เงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้มองว่าหาก ธปท. ไม่เข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาท ค่าเงินบาทในปัจจุบันจะแข็งค่ามากกว่าที่เป็น

* หวั่นการเมืองกระทบการลงทุน-ต่างชาติเทขายหุ้นต่อ
          อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ เรทติ้ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงด้านการเมืองสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากปัจจุบันความน่าเชื่อถือทางการเมืองปรับตัวแย่ลง ความมั่นคงทางการเมือง กฎระเบียบต่างๆ รวมถึงเรื่องคอร์รัปชั่นก็ปรับตัวในทิศทางแย่ลง มีเพียงประสิทธิภาพของการทำงานเท่านั้นที่ปรับตัวดีขึ้น
          สอดคล้องกับบรรดาโบรกเกอร์หลายสำนักที่มองว่า การเมืองที่ร้อนระอุ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมา โดย นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นออกมา น่าจะมาจากความกังวลเรื่องปัญหาซับไพร์มที่จะลุกลามให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะงักงัน และระบบการเงินขาดสภาพคล่องจึงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสด ประกอบกับภายใต้สถานการณ์การเมืองที่ไม่ชัดเจนและมีความเสี่ยงในหลายประเด็น ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจในการลงทุนจึงมีแรงขายอออกมา โดยสังเกตจากราคาหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงทั่วหน้า
          นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ว่า สาเหตุที่ดัชนีฯ ปรับตัวในกรอบจำกัดมองว่า เป็นเพราะช่วงบ่ายวันที่ 17 มีนาคม 2551 นักลงทุนได้เข้ามาเก็งกำไรประเด็นเฟดลดดอกเบี้ยไว้แล้ว และเมื่อมีข่าวออกมาตามคาดก็ทำให้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมา ฉุดรั้งให้ดัชนีฯ ปรับขึ้นได้ไม่ไกล นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงจากคดีการเมืองทั้งคดีทุจริตการเลือกตั้งของ
          นายยงยุทธ ติยะไพรัช และคดียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการเมืองในประเทศและยังไม่กล้าเข้ามาลงทุนเต็มตัว บรรยากาศการซื้อขายจึงไม่คึกคักนัก
          นางสาวสุภากร สุจิรัตนวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีบี กล่าวว่า ภาพการลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางการบริหารประเทศ ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเต็มตัว และเมื่อดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้นระหว่างการซื้อขาย จึงมีแรงขายทำกำไรสลับออกมากดดันให้ดัชนีฯปรับลดลง นอกจากนี้ แรงขายปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติที่มีออกมาต่อเนื่อง ก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุนเช่นกัน
          โดย ประเด็น วันนี้ (20 มี.ค.) กกต. ส่งสำนวนคดีนายยงยุทธ กรณีทุจริตการเลือกตั้งให้ศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง และนัดฟังคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้อง รวมถึงกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่อาจนำไป สู่ความขัดแย้งในสังคมอาจทำให้นักลงทุนอาจมีแรงเทขายลดความเสี่ยงและฉุดรั้ง ให้ดัชนีฯ ยืนแดนลบ
          ขณะที่ ทิศทางเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติ ที่ขายสุทธิออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในสัปดาห์นี้ขายแล้วประมาณ 4 พันล้านบาท เป็นปัจจัยกดดันจิตวิทยาการลงทุนในประเทศ ทำให้นักลงทุนรายย่อยไม่กล้าเข้ามาลงทุน จึงทำให้บรรยากาศการลงทุนมีแนวโน้มซบเซา
          นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา (AYF) กล่าวว่า การที่ เฟด ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.75% มาอยู่ที่ 2.25% ไม่ได้เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยทางการเมืองในประเทศกดดันอยู่ ทั้งการเลื่อนการตัดสินคดียุบพรรคมัชฌิมาฯ และพรรคชาติไทย รวมไปถึงกรณีคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ทุจริตการเลือกตั้ง จนถูกแจกใบแดง ซึ่ง กกต. ได้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแล้ว โดยศาลฯ นัดฟังว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันนี้ โดยคาดว่าในช่วงปลายปีนี้ตลาดหุ้นไทยจะสามารถฟื้นตัวได้ภายหลังจากเริ่มเห็นผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

* ขาใหญ่มองหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง-หวัง กนง.ลดดอกเบี้ยตามเฟด

          นายฉาย บุนนาค นักลงทุนรายใหญ่ ประเมินแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยว่ายังอยู่ในช่วงขาลง โดยเป็นไปตามทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับฐาน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปัญหาวิกฤติตลาดสินเชื่อ และประเด็นการเมืองในประเทศยังเผชิญกับความเสี่ยงจากคดีต่างๆ ซึ่งถือว่าภาวะการลงทุนในช่วงนี้ไม่มีปัจจัยบวกใดเข้ามาสนับสนุน ถึงแม้ราคาหุ้นไทยปัจจุบันจะถือว่าราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียด้วยกัน แต่ด้วยทิศทางเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเพื่อถือเงินสดลดความเสี่ยงทำให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นได้ไม่ไกลนัก
          สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อหุ้นตามทิศทางเม็ดเงินต่างชาติ เน้นการเข้าเร็วออกเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นพื้นฐานดีที่ปรับลดลงมากก็น่าสนใจที่จะเข้าซื้อลงทุน เช่นหุ้น PTT มองว่าถ้าราคาปรับลงมาต่ำกว่า 300 บาท จะเป็นจุดที่น่าจะเข้ารับหุ้นเพราะมีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งมากและมีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งในระยะยาวเชื่อว่าธุรกิจของ PTT จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
          นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลวิภาวดีรังสิต จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA กล่าวว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยวันที่ 19 มีนาคม เคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นเพราะไม่ได้รับผลดีโดยตรงจากการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ล่าสุด เฟด ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% มาอยู่ที่ระดับ 2.25%
          อย่างไรก็ดี การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)รอบหน้า หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระดับ 1% ก็น่ากระตุ้นการลงทุนได้มาก และอาจมีผลหนุนให้ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น
          “ครั้งนี้หุ้นบ้านเราไม่ตอบเราเท่าไหร่ เฟดลดดอกเบี้ยก็มีผลต่อเค้า แต่เราคงต้องดูว่าแบงก์ชาติจะว่าอย่างไร คาดว่าลง 1% เพราะรอบที่แล้วไม่ได้ลง รอบที่แล้วคงไว้ เพราะถ้าดอกเบี้ยไม่ลง ตลาดหุ้นก็อยู่อย่างนี้ มีทางเดียวที่สกัดเงิน เพื่อลดปัญหาค่าบาทแข็ง ก็ต้องลดดอกเบี้ย และยังช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

* เชื่อต่างชาติกลับเข้าไทยหลังการเมืองสงบ
          นาย รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หากรัฐบาลมีความมั่นคงเชื่อว่านักลงทุนก็จะคลายความกังวลจากปัญหาต่างๆ และจะกลับเข้ามาลงทุน ซึ่งมองว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะ เวลารวดเร็วแค่ไหนนักลงทุนเอกชนก็จะตอบอย่างรวดเร็วเช่นกัน
          ทั้งนี้ มองว่าเศรษฐกิจของไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4.5% แต่จะต้องดูว่าปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันที่ทุกประเทศจะต้องประสบ เช่น ค่าครองชีพสูงที่มาจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจะสามารถแก้ไขได้เร็วเพียงใด
          ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา (AYF) กล่าวว่า ตลาดหุ้นในประเทศเวียดนามมีความน่าสนใจจึงมีการเปิดกองทุนอยุธยา อาเซียน เวียดนามโฟกัส (AYF AVN) เนื่องจากประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเวียดนามมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใน 3-5 ปีข้างหน้า และสภาพการเมืองภายในประเทศค่อนข้างนิ่ง แตกต่างจากตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความผันผวนอยู่ เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในประเทศยังไม่คลี่คลายจึงเกรงว่าเศรษฐกิจในเวียดนามรวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามอาจมีความทัดเทียม หรือแซงหน้าประเทศไทยได้ในอนาคต


************************************************
ตารางแสดงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชีย ณ วันที่ 18-19 มีนาคม 2551
ดัชนี ตลาดหุ้น ปิดที่ระดับ เพิ่มขึ้น (ลดลง) จุด เปลี่ยนแปลง%
ดาวโจนส์ สหรัฐ 12,392.66 420.41 3.51
แนสแด็ก สหรัฐ 2,268.26 91.25 4.19
S&P สหรัฐ 1,330.74 54.14 4.24
เวทเต็ด ไต้หวัน 8,179.35 จุด 121.53 1.51
นิกเกอิ โตเกียว 12,260.44 296.28 2.48
ฮั่งเส็ง ฮ่องกง 21,866.94 482.33 2.26
PHCOMP ฟิลิปปินส์ 2,817.58 40.16 1.45
สเตรทไทม์ สิงคโปร์ 2,833.21 (0.37) (0.01)
SET Index ไทย 807.67 (4.65) (0.57)
หมายเหตุ : เฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดวันที่ 18 มี.ค.51
——————–
    ไหนบอกว่า มี corelation 51% กับ Hangseng, 31% กับ Dow Jones ไหงขึ้นปุ๊ปตกปั๊ป T_T หมดตูดครับ หมดตัวเลยครับงานนี้ เกือบตาย ดีว่าปล่อยทันไม่งั้นได้เป็นหนี้เขาอีกนานเลยละ


บทเรียนจากซับไพร์ม

มีนาคม 14, 2008

ก๊อบมาทั้งดุ้นอีกแล้ว

http://www.thaivi.com/article/value-way/509-.html

บทเรียนจากซับไพร์ม

วิบูลย์ พึงประเสริฐปัญหา ซับไพร์มหรือลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ อเมริกามีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นตกทั่วโลก สำหรับประเทศไทยคงหนีไม่พ้นกับผลกระทบของซับไพร์ม โดยเฉพาะการขายหุ้นทั่วโลกของนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยลดลงจากต้นปีกว่า 10% นักลงทุนรายย่อยต่างขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรดีเมื่อหุ้นตก  ในเวปไซค์ของ Thaivi.com  มีสมาชิกท่านหนึ่งใช้ชื่อว่าคุณ Invisible Hand ได้เขียนถึงบทเรียนของปัญหาซับไพร์มได้อย่างสนใจ จึงนำมาให้อ่านกัน  

“สิ่ง ที่เราได้เรียนรู้หลังเหตุการณ์หุ้นลงอันเนื่องจากปัญหาซับไพร์ม และเหตุการณ์การลงทุนอื่นๆ จะเห็นว่าไม่ได้เน้นข้อสังเกตเป็นวิชาการอะไรนัก เป็นข้อสังเกตเอาไว้อ่านสนุกๆกันนะครับ  

1. เวลาหุ้นลงก็จะมีข่าวร้ายเต็มตลาด แต่ถ้าหุ้นขึ้นกลับมานักลงทุนก็พร้อมจะลืมข่าวร้ายนั้นไป  

2. นักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะมีปริมาณการซื้อขาย 30-40% ของตลาด แต่ก็สามารถกำหนดทิศทางตลาดได้ ตัวเลขการซื้อขายต่างชาติครึ่งวันเป็นตัวเลขที่สำคัญกว่าตัวเลข GDP ตัวเลขเศรษฐกิจ ธปท. ทุกสิ้นเดือน หรือการเพิ่มขึ้นการส่งออกของประเทศในแต่ละเดือนไปเสียแล้ว เพราะอย่างหลังมันไม่เคยทำให้หุ้นขึ้นหรือลงได้แต่อย่างไร การซื้อขายอย่างหนักของนักลงทุนต่างชาติ ก็ทำให้เราซื้อหุ้นบางตัวได้ถูกกว่าที่คิดได้ หรือขายหุ้นบางตัวแพงกว่าที่คิดได้  

3. การซื้อหรือขายหุ้นแบบแบ่งไม้หรือหลายๆ order ก็ลดผลกระทบของโชคชะตาได้ เพราะมีบ่อยครั้งที่เราอาจจะพลาดการซื้อหรือขายหุ้นเพราะตั้งซื้อหรือต่ำไป หรือขายสูงไปเพียง 1 step โดยไม่ได้กระจาย order แล้วบอกว่าโชคไม่ดี ผมคิดว่าเราสามารถเอาชนะโชคชะตาในเรื่องนี้ได้ไม่ยากนัก การตั้งซื้อหรือขายที่เลขกลมๆ เช่น 0 5 อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก หลายๆ ครั้งที่เสื้อตัวละ 99 บาทจะขายดีกว่าเสื้อตัวละ 100 บาททั้งๆ ที่ราคาต่างกันเพียง 1 บาท  

4. การดู bid offer นานเกินไปบางครั้งอาจจะทำให้เราไม่กล้าซื้อหรือขายได้ หุ้นขาลง bid-offer และการเคาะแต่ละไม้ชวนให้เคาะขายตามอย่างยิ่ง ในทางกลับกัน ในหุ้นขาขึ้นก็เช่นกัน  

5. หุ้นบางตัวเมื่อตลาดปรับลงมา เมื่อตลาดขึ้นกลับอาจจะขึ้นได้สูงกว่าเดิม แต่หุ้นบางตัวลงแล้วลงเลยไม่กลับมา การเลือกซื้อหุ้นในตลาดขาลงนอกจากจะพิจารณาหุ้นที่ลงมาเยอะเป็นพิเศษ แต่เราจะต้องเลือกพื้นฐานของหุ้นด้วย ถ้ายังไม่ชำนาญหรือเกรงว่าทำได้ไม่ดี การซื้อ TDEX ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า  

6. บางครั้งความคิดที่รอต่างชาติหยุดขายแล้วค่อยซื้อหุ้นนั้นอาจจะไม่ได้ผลทุก ครั้งไป หลายๆ ครั้งหุ้นจะใกล้ๆ จุดต่ำสุดเมื่อต่างชาติเพลาการขายลง  

7. นักลงทุนในประเทศหลายๆ คนที่ขายหุ้นเพราะกลัว subprime จริงๆ แล้วไม่ค่อยรู้รายละเอียดหรอกว่าปัญหา subprime มันเป็นยังไง แต่การบอกคนอื่นๆ ว่าขายหุ้นเพราะ subprime นั้นย่อมดูดีกว่าการขายหุ้นเพราะตกใจกลัวแน่นอน  

8. การที่เราฟังนักวิเคราะห์ที่บอกว่า ถ้าหลุด 10 บาทจะมีสิทธิลงไป 9.5 บาท ถ้ายืนเหนือ 10 บาทได้แปลว่าจะไม่ลงแล้ว หรือถ้าทะลุ 5 บาทมีสิทธิไปทดสอบ 5.5 บาทนั้น เป็นคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักความน่าจะเป็นและดูเหมือนจะเป็นสัจธรรมหรือ fact มากกว่าการคาดการณ์  

9. นักวิเคราะห์บางคนเริ่มบทวิเคราะห์หุ้นตัวหนึ่งครั้งแรกโดยแนะนำว่า sell เมื่อพื้นฐานดีขึ้นจึงปรับเป็น hold แต่ลืมคิดไปว่าเมื่อนักลงทุนขายหุ้นหมดไปแล้วตามคำแนะนำจะเอาหุ้นที่ไหนมา ถือ ดังนั้นการปรับจาก sell เป็น hold แปลว่าให้หาหุ้นมาถือ ก็คือให้ซื้อนั่นเอง แต่การปรับจาก sell เป็น buy นั้นจะทำให้โดนเจ้านายและลูกค้าด่า ในทางกลับกัน การปรับจาก strong buy เป็น hold ก็มีนัยคล้ายๆ กัน  

10. การซื้อขายทาง internet เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการความสะดวกและเข้าถึง internet ได้เกือบตลอดเวลา แต่ถ้าจุดประสงค์เพื่อประหยัดค่าคอมฯ บางครั้งการเติม 0 เกินไป 1 ตัวหรือ ซื้อเป็นขาย ขายเป็นซื้อ มันอาจจะมากกว่าค่าคอมฯ ที่ประหยัดได้ทั้งปี คล้ายๆ กับการซื้อบริการอะไรล่วงหน้าได้ส่วนลดเยอะแต่ท้ายสุดแล้วไม่ค่อยได้ไป  

11. นักวิเคราะห์ที่วิเคราะห์ถูก 100% ทุกครั้งนั้นไม่มีแน่นอน ที่เห็นส่วนมากนั้นถูกครึ่งผิดครึ่งซึ่งไม่ช่วยอะไรได้มากนักเหมือนเล่นปั่น แปะ แต่คนที่มี value add ที่สุดคือคนที่ผิดเกือบทุกครั้งเพราะเราเพียงแค่ทำตรงข้ามก็ถูกแล้ว จึงเป็นเหตุให้บางคนจึงมีชื่อเสียงเพราะตลาดรู้ว่าคนนี้ออกมาฟันธงว่าเป็นขา ขึ้นเมื่อไหร่ต้องให้ขายหุ้นทุกทีไป  

12. หุ้นลงมากๆ หรือขึ้นมากๆ ไม่ใช่ว่า VI จะต้องไม่กลัวหรือเสียดายไม่เป็นเพราะเรายังมีชีวิตจิตใจ ทุกครั้งที่ซื้อกลัวลงต่อมั้ยผมคิดว่าคงต้องมีความรู้สึกนี้กันบ้าง หรือหุ้นขึ้นแรงๆ ขายแล้วกลัวขึ้นต่อมั้ย ก็กลัวเพราะมันก็เกิดประจำ การซื้อแล้วลงหรือขายแล้วขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดแน่ๆ หากเรายังเลือกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับ ดังนั้นการซื้อหรือขายแต่ละครั้งต้องคิดให้ถี่ถ้วนและวินัยการลงทุนเป็น เรื่องสำคัญเช่นกัน”

  ตอนนี้ตลาดตกกระจาย ใคร cut loss ได้ ก็รีบนะครับ ส่วนผมอยู่บนดอยนี่อากาศดีเหลือเกิน

 T _ T ปล.หุ้นตกจนคิดว่าจะหันไป short future แล้ว คงจะรวยน่าดู


หลักการตลาด แบบเข้าใจง่าย

มีนาคม 10, 2008

ก๊อบมาทั้งดุ้น

  จากweb thaivi เพราะเรารู้ว่า นักลงทุนแบบ VI ถ้าหุ้นตกก็เครียดเป็นเหมือนกัน

หลักการตลาด
​อาจารย์กำ​ลังอธิบายหลักการตลาด​ให้​นักศึกษาฟัง​
1. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​ ​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​พูดว่า​
‘​ผมรวย​ ​แต่งงาน​กับ​ผมเถอะ​!’
- ​นี่คือ​ Direct Marketing

2. ​คุณ​อยู่​ที่งานปาร์ตี้​กับ​พรรคพวกของคุณ​และ​พบสาวสวยสุดเซ็กซี่คนหนึ่ง​
​เพื่อนของคุณคนหนึ่งเดิน​เข้า​ไปหา​เธอ​ ​ชี้มาที่คุณ​แล้ว​พูดว่า​ ‘​เขา​รวยมาก​
​แต่งงาน​กับ​เขา​เถอะ​!’
- ​นี่คือการโฆษณา​

3. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​ ​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​ขอเบอร์​โทร​
​วันรุ่งขึ้นคุณ​จึง​โทรไป​
​หา​และ​พูดว่า​ ‘​สวัสดีครับ​ ​ผมรวยมาก​ ​แต่งงาน​กัน​ผมเถอะ​’
- ​นี่คือ​ Telemarketing

4. ​คุณ​อยู่​ที่งานปาร์ตี้​และ​พบสาวสวยสุดเซ็กซี่คนหนึ่ง​
​คุณยืนขึ้นจัดเนคไท​ให้​เรียบร้อย​ ​เดิน​เข้า​ไปหา​เธอ​ ​เลี้ยงเครื่องดื่มเธอ​
​คุณเปิดประตู​(รถยนต์) ​ให้​เธอ​ ​ถือกระ​เป๋า​ให้​เธอจนเธอนั่งเรียบร้อย​
​ช่วย​ขับรถ​ให้​เธอ​ ​แล้ว​พูดว่า​ ‘​ผมรวย​ ​คุณ​จะ​แต่งงาน​กับ​ผมไหม​?’
-​นี่คือพีอาร์​

5. ​คุณ​อยู่​ที่งานปาร์ตี้​และ​พบสาวสวยสุดเซ็กซี่คนหนึ่ง​
​เธอเดิน​เข้า​มาหาคุณ​
​และ​พูดว่า​ ‘​คุณรวยมาก​! ​แต่งงาน​กับ​ฉันไหม​?’
- ​นี่คือ​ Brand Recognition

6. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​ ​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​พูดว่า​
‘​ผมรวย​ ​แต่งงาน​กับ​ผมเถอะ​!’ ​เธอตบหน้าคุณอย่างแรง​
- ​นี่คือ​ Customer Feedback

7. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​ ​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​พูดว่า​
‘​ผมรวยมาก​ ​แต่งงาน​กับ​ผมเถอะ​!’
​แล้ว​เธอก็​แนะนำ​ให้​คุณรู้จัก​กับ​สามีของเธอ​
-​นี่คือช่องว่างระหว่าง​ demand ​และ​ supply

8. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​
​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​ก่อนที่​จะ​ได้​พูดอะ​ไร​
​ก็มี​ผู้​ชายอีกคนเดิน​เข้า​มา​และ​พูด​กับ​เธอว่า​
‘​ผมรวยคุณ​จะ​แต่งงาน​กับ​ผมไหม​?’
​แล้ว​เธอก็​ไป​กับ​ผู้​ชายคน​นั้น​
- ​นี่คือการแข่งขันแย่งชิง​ส่วน​แบ่งการตลาด​

9. ​คุณพบสาวสวยสุดเซ็กซี่​ใน​งานปาร์ตี้​
​คุณ​เข้า​ไปหา​เธอ​และ​ก่อนที่​จะ​ได้​พูดว่า​
‘​ผมรวย​ ​แต่งงาน​กับ​ผมเถอะ​!’ ​ภรรยาของคุณก็มา​ถึง​
- ​นี่คือข้อจำ​กัด​ใน​การ​เข้า​สู่ตลาด​ใหม่​

​หวังว่าคง​เข้า​ใจหลักการตลาดมากขึ้น​กัน​นะครับ


ความสัมพันธ์ของ Dow Jones กับ SET และตลาดหุ้นทั่วโลก

มีนาคม 10, 2008

วันนี้ก็ได้เจอข้อเท็จจริงน่าสนใจอย่างหนึ่ง

   การเล่นหุ้นในตลาดหุ้นนั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจัยพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่า บางครั้งก็มีผู้พูดว่าปัจจัยพื้นฐานจริงๆนั้นไม่สำคัญ?? หากสำคัญอยู่ที่ทัศนคติของผู้เล่นในตลาดที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานนั้นต่างหาก ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นเรื่องจริง

   เนื่องจากว่าตลาดหุ้นนั้นเกิดจาก ตลาด + หุ้น
ตลาด คือแหล่งที่มีคนมาซื้อขายกัน  หุ้น คือสิ่งที่ถูกซื้อขายในตลาดนี้
ซึ่งก็แปลว่าราคาจะแกว่งตัวไปตาม deman supply นั่นคือที่มาของความสัมพันธ์ทั้งหมดของตลาดหุ้น แม้ว่าข่าวจะออกมาว่าพื้นฐานตัวนั้นดี ตัวนี้เด่น แต่ขาใหญ่ไม่เล่นด้วย ก็ทำให้ราคาของหุ้นนั้นไม่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ข่าวจะออกมาว่าพื้นฐานแย่แค่ไหน แต่ขาใหญ่เล่นไม่เลิก แมงเม่าก็พร้อมที่จะเข้าไปตาย แล้วก็ทำให้ราคาหุ้นแย่ๆนั้น ปรับตัวสูงขึ้น

   นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ช่วงนี้หุ้นตกทุกวันเลย

   อันพื้นฐานของธุรกิจในไทยนั้นยังดีอยู่ แต่เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ มีตลาดหุ้นที่ใหญ่ เงินที่ทุกชาติในโลกยอมรับเป็นมาตรฐานกลาง และเป็นผู้นำเข้า+บริโภคทรัพยากรรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ถ้าเศรษฐกิจของ USA เป็นอะไรไป ประเทศอื่นๆก็จะกระทบตามไปหมด(เนื่องจากขายของไม่ได้) เมื่อประกอบกับมีผู้สังเกตเห็นว่า ถ้า Dow ขึ้น หุ้นทั้งโลกจะขึ้นตาม ถ้า Dow ลง หุ้นทั้งโลกจะลงตาม แล้วป่าวประกาศให้คนส่วนมากรู้ คนส่วนมากก็ดันเชื่ออย่างนั้น เลยทำให้ตลาดทั้งโลกเดินทางไปตามสภาพของ Dow

   ทั้งๆที่มันจะมีความรู้สึกขัดแย้งอยู่ว่า ในเมื่อ Dow ลงแล้ว เงินน่าจะไหลออกมาลงทุนในแหล่งอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ออกจาก dow มาลงในตลาดหุ้นไทย เป็นต้น แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่าทุกคนในโลกตื่นเช้ามาก็ดู ดาว(โจร) กันก่อน แล้วก็ซื้อขายไปตามนั้น มันก็เลยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกสัมพันธ์กันอย่างช่วยไม่ได้

  งวดนี้ Dow ลงกระจาย SET ก็ลงกระจายอีกแล้ว ทั้ง ธปท. ดันแทรกแซงค่าเงินบาทอีก ต่อไปเศรษฐกิจไทยก็จะล่มไปด้วยแน่ๆเลยครับ เพราะตอนนี้มีเงินดอลล์ ที่ทั่วโลกจะเลิกใช้กันแล้วเต็มกระเป๋าเลย

   แดงทั้งพอร์ทเลยครับ ก็ได้แต่รอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป และหวังว่าเศรษฐกิจไทย จะเป็นอิสระจาก dow ได้สักที


เกาะกระแสเงินทุนโลก ลงทุนอย่างไร ให้อินเทรนด์

มีนาคม 5, 2008

เอามาให้อ่านกัน

Posted on Monday, February 11, 2008

ผลขาดทุนจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ (Subprime) ที่เกิดกับสถาบันการเงินระดับโลก อย่างซิตี้ คอร์ป หรือเมอร์ริล ลินช์ และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวรุนแรงจนอาจเผชิญภาวะถดถอย (Recession) กลายเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงหุ้นไทยปรับฐานลงมาเป็นลำดับ สวนทางราคาทองคำที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือ ออนซ์ละ 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามตามว่า กระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flows) ในปีนี้จะผันผวนยาวนานแค่ไหน และหุ้นปีนี้ จะยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอยู่หรือเปล่า

เพื่อตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้ กองบรรณาธิการนิตยสาร M&W จึงจัดงานเสวนา หัวข้อ “เกาะกระแสเงินทุนโลก ลงทุนอย่างไรให้อินเทรนด์” ขึ้นมา โดยเชิญคุณมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ประเทศไทย คุณอาชัญ จามพันธ์ ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคาร อีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคลรายใหญ่ อันดับ 3 ของสวิสเซอร์แลนด์ และ Top 10 ของโลก คุณรัชตวรรณ มหาศรานนท์ กรรมการ บริษัท ควอนท์กรุ๊ป ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้บริหารกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งเน้นการลงทุนเฉพาะการควบรวมกิจการ หรือซื้อกิจการ และในปีที่ผ่านมา เป็นผู้ทำดีลของ บมจ.ธนาคารไทยธนาคาร (BT) มาร่วมกันถอดรหัสเกี่ยวกับกระแสเงินลงทุน พร้อมกับเปิดเคล็ดลับการลงทุนของผู้จัดการกองทุนทุกประเภท เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนไทยทั่วไป
การลงทุนหุ้นปี 2551
ต้องทำใจยอมรับความผันผวนของเงินทุน

คำถามเปิดงานสัมมนาวันนั้น เนาวรัตน์ เจริญประพิณ จาก Money Channel ซึ่งรับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเหมือนเช่นเคย เข้าประเด็นทันทีว่า กระแสการไหลเข้า หรือไหลออกของเงินทุนในปีนี้ จะผันผวนอย่างที่เกิดตลอดเดือนมกราคมหรือไม่ ซึ่ง 3 ผู้บริหารกองทุนตอบตรงกันว่า มีแนวโน้มผันผวนตลอดทั้งปี เนื่องจากสองสาเหตุ

ประการแรก การที่ภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหรัฐ และกลุ่มสหภาพยุโรป ชะลอตัวลง และถูกกดดันมากขึ้นจากปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาน้ำมัน และการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ (Subprime) ซึ่งบานปลายไปสู่ภาคการเงิน และภาคการผลิตจริง ผลักดันให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องปรับกลยุทธ์ในการบริหารนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ย หรือนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ให้สอดคล้องกันระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จนทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงินทุนที่รวดเร็วขึ้น

ประการที่สอง ปัญหา Subprime ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาในภาคสถาบันการเงิน จนสถาบันการเงินมีความไม่ไว้วางใจกัน ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อระหว่างกัน สังเกตได้จากการที่ดอกเบี้ยอ้างอิงในการกู้ยืม (LIBOR) ไม่ได้ปรับลดตามดอกเบี้ยนโยบายในระยะสั้น (Fed Funds Rate) ทั้งที่ธนาคารกลางหลายแห่ง นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) จะช่วยกันอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินโลก จนปริมาณเงินในระบบการเงินโลกปัจจุบันทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากนั้น การที่ไม่มีใครประเมินออกว่า ผลกระทบที่เกิดจากปัญหา Subprime ได้บทสรุปชัดเจนแล้วหรือยัง จึงทำให้ผู้บริหารกองทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ให้สอดคล้องกับภาวะการณ์ หุ้นซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ จึงถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนมากที่สุด

อย่างไรก็ดี ทั้งคุณมาริษ และคุณอาชัญ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า หลังจากสถานการณ์โดยรวมกลับสู่ภาวะปกติ และผู้บริหารกองทุนเริ่มประเมินออกว่า ควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร เม็ดเงินจะหวนกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นอีกครั้ง ซึ่งหากให้ประเมินสถานการณ์ในวันนี้ ทั้ง 2 ผู้บริหารกองทุน คาดว่า น่าจะเริ่มเห็นความสดใสในตลาดหุ้นได้ช่วงครึ่งปีหลัง

“หลายคนกังวลว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวรุนแรงถึงระดับถดถอย (Recession) แต่จากการติดตามข้อมูลข่าวสาร ผมเชื่อว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่รุนแรงถึง Recession แต่น่าจะอยู่ในลักษณะ Big Cycle Slowdown หรือชะลอตัวนานกว่าจะฟื้นตัวได้ เพราะนอกจาก FED จะประกาศจุดยืนในการแก้ไขปัญหา Subprime อย่างจริงจังมากขึ้นแล้ว การที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐต่ำเพียง 2% ทำให้มั่นใจได้ว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น Fed Funds Rate หวังผลในการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคภายในสหรัฐเองมากกว่าการคุมเงินเฟ้อ ทำให้ปัญหาน่าจะอยู่ในวงจำกัดมากขึ้น ดังนั้น เมื่อผู้จัดการกองทุนประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจน ก็พร้อมโยกเงินกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้งในช่วงกลางปีเป็นต้นไป” ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ อธิบาย

“หากมองในแง่พื้นฐานเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจสหรัฐและสหภาพยุโรปปีนี้ จะขยายตัวต่ำกว่า 2.0% อย่างในปีก่อน แต่การที่เศรษฐกิจจีน และอินเดีย ยังคงขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย และลาตินอเมริกา ก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ทำให้สำนักวิจัยระดับแนวหน้าของโลกทุกแห่งประเมินตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวได้สูงประมาณ 4.5% ซึ่งดีกว่าอัตราขยายตัวเฉลี่ย 3% ที่เกิดจริงตลอดช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้แย่ สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจน่าจะยังคงทำกำไรได้ต่อ และยิ่ง FED กับ ECB จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐ และยุโรปเอง จึงทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นยังมีอยู่ เพราะปกติ หุ้นจะสดใสเมื่อดอกเบี้ยลด แต่หุ้นไทยจะสดใสเพียงไร ต้องดูปัจจัยการเมือง และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย ซึ่งในความเห็นส่วนตัว คาดว่า หุ้นน่าจะเริ่มคึกคักช่วงครึ่งปีหลัง” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี ประเทศไทย ให้ความมั่นใจ

แนวคิดลงทุนปี 2551
กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ และวางแผนลงทุนระยะยาว

เมื่อผู้บริหารเงินลงทุนเปิดประเด็นให้ว่า ครึ่งปีหลังน่าจะเห็นตลาดหุ้นคึกคัก คุณเนาว์จึงยิงคำถามตามทันทีว่า “แล้วในระหว่างที่รอเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น นักลงทุนรายย่อยควรปรับตัวเองอย่างไร”

คำตอบที่ได้จากวิทยากรทุกคน สอดคล้องกันหมดว่า จะต้องกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ในลักษณะคล้ายกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่กระจายการลงทุนออกไปในหุ้น ตราสารหนี้ (ตั๋วเงินคลัง ตั๋วเงินธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้เอกชน) อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ แต่สัดส่วนในการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเอง ว่า มีพฤติกรรมในการลงทุนอย่างไร มีพื้นฐานทางการเงินเท่าไร และมีเงื่อนไขในการลงทุนยาวนานแค่ไหน

ในเรื่องการจัดพอร์ตลงทุนนี้ คุณมาริษ แนะให้นักลงทุนที่ไม่ชอบลงทุนเกิน 1 ปี เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ประเภท 3 เดือน 6 เดือน หรือ 9 เดือน เพราะสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ทำให้มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อย แถมยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินประจำ ประเภท 3 เดือน หรือ 6 เดือน ส่วนหนึ่งเกิดจากดอกเบี้ยที่ได้รับจากกองทุนตราสารหนี้ ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก

สำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนได้เกิน 1 ปี ควรให้ความสนใจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะเข้าใจง่าย มีความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าตราสารหนี้เล็กน้อย แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เฉลี่ยปีละ 5 – 9% ที่สำคัญ กองทุนประเภทนี้ในบ้านเรา ยังมีไม่มาก แต่แนวโน้มจะต้องเติบโตสูงเหมือนต่างประเทศแน่นอน เพราะ 2 เหตุผล ผู้บริหารกองทุนต้องคัดเลือกคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่จะนำมาใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงให้แล้วว่า ต้องอยู่ในทำเลที่ดี สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างยั่งยืน และข้อสุดท้าย เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันคนสหรัฐ และยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ เริ่มให้ความสนใจซื้อบ้านหลังที่สองในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพราะต้องการทำเลที่มีแดด และมีค่าครองชีพถูก ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้บ้านเรามีพร้อม ทำให้โอกาสพัฒนากองทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยจะเปิดกว้างในระยะต่อไป

ส่วนคนที่สนใจลงทุนหุ้น อยากให้รอความชัดเจนจากปัจจัยการเมือง และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน เพราะกองทุนหุ้นของ บลจ.ไอเอ็นจี เองก็พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้น จากที่ถือเงินสด 10% และถือหุ้น 90% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มาถือเงินสดแค่ 5% และถือหุ้นเพิ่มเป็น 95%

ผมอยากบอกว่า Theme การลงทุนในโลก นับจากวันนี้เป็นต้นไป เงินทุนจะไหลเข้าหรือออกรวดเร็วตามข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้น นักลงทุนรายย่อยไม่ควรหวังผลตอบแทนสูง และจำเป็นจะต้องเลือกลงทุนในสิ่งที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หากต้องการลงทุนในเรื่องที่ซับซ้อน ควรปล่อยให้กองทุนบริหารเงินให้แทน เพราะกองทุนมีคนที่มีความรู้เรื่องซับซ้อนอย่างจริงจัง” คุณมาริษ ทิ้งท้าย

ผมเห็นด้วยกับคุณมาริษ แต่อยากแนะนำนักลงทุนเพิ่มเติมว่า อย่ามองแค่ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการลงทุนด้วย เพราะความเสี่ยงคือปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการลงทุน แม้แต่การบริหารพอร์ตกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ของเรา ซึ่งระดมทุนจากบุคคลธรรมดา ในวงเงินขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 – 34 ล้านบาท เรายังต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกค้าของเราเลยว่า หากต้องการผลตอบแทนสูง เขาจะต้องยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงตามไปด้วย ถ้าเขายอมรับหลักการดังกล่าว เราก็จะให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นสูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น ต่อจากนั้น เราจะชี้แจงเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนหุ้น อย่างน้อย 3 – 5 ปี ก็จะเห็นผล ซึ่งในเรื่องนี้ อาจไม่ตรงใจนักลงทุนรายย่อยคนไทย เพราะส่วนใหญ่มองการลงทุนระยะยาวไม่เกิน 1 ปี” คุณอาชัญ อธิบาย

หลังจากนั้น ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ได้ขยายความเรื่องระยะเวลาในการลงทุนเพิ่มเติมว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมลงทุนของของมหาเศรษฐีทั่วโลก ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราพบว่า ในพอร์ตการลงทุนของคนรวยที่สุดในโลกเหล่านี้ จะลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ เฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 33% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด รองลงไปเป็นตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ ในสัดส่วนประมาณ 25% และ 20% ตามลำดับ ที่เหลือเป็นสินทรัพย์อื่นๆ หรือซื้อกองทุน และอีก 10% ถือเงินสดเอาไว้ในรูปเงินฝากสถาบันการเงินเผื่อฉุกเฉิน และเมื่อศึกษาลงรายละเอียดของพอร์ตการลงทุนหุ้น เรายังพบด้วยว่า คนรวยเหล่านี้จะลงทุนในหุ้นตัวเดียว เกิน 5 ปี บางรายเกิน 10 ปีด้วยซ้ำ เพราะวางแผนลงทุนสำหรับลูกหลาน หรือกันเอาไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ ใน 20 ปีข้างหน้า”

แม้แต่คุณรัชตวรรณ ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนร่วมลงทุน ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของนักลงทุนรายใหญ่ (Private Equity Fund) ยังขานรับเช่นกันว่า การลงทุนระยะยาวจะสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

“ปกติ การลงทุนด้วยการซื้อกิจการ หรือเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ต้องใช้เงินทุนสูงเป็นหลักพันล้านบาท หรือหลักหมื่นล้านบาท ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนจะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบโดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน ดังนั้น Private Equity Fund จึงต้องลงทุนระยะยาวเท่านั้น กรณีเร็วที่สุด ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี โดยช่วง 1- 2 ปีแรก เป็นการตกลงเงื่อนไขในการลงทุน และเริ่มบริหารกิจการ ส่วนช่วง 3 ปีต่อมา เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจจนประสบความสำเร็จ และเมื่อประสบความสำเร็จ ก็ต้องใช้เวลาในการเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์จากการขายหุ้นอีก ซึ่งปกติ Private Equity Fund จะหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเกิน 20% แต่จากสถิติที่มีการเก็บรวบรวมเอาไว้ จะพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนประเภทนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในดัชนี S&P 500 อยู่ 10 – 15%” กรรมการ ควอนท์กรุ๊ป ชี้แจง

เปิดกลยุทธ์ลงทุนผู้จัดการกองทุน
ลงทุนต้องระมัดระวัง จังหวะลงทุนสำคัญที่สุด

การตอกย้ำแนวคิดการลงทุนระยะยาว ของ 3 ผู้จัดการกองทุน ทำให้เนาวรัตน์ ถือโอกาสซักต่อเรื่องกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนต่างๆ ในปีนี้ต่อทันที โดยชี้เป้าไปที่วิทยากรสาวคนเดียวบนเวทีวันนั้นเป็นคนแรก ซึ่งคุณรัชตวรรณ ตอบตรงประเด็นทันทีว่า แม้ Private Equity Fund จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหา Subprime เนื่องจากการซื้อกิจการ หรือการเข้าไปร่วมลงทุนจะให้ความสำคัญกับอนาคตของธุรกิจเป็นประเด็นหลัก และส่วนใหญ่จะเปิดเจรจากันล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อปัญหา Subprime เกิดขึ้น กลับมีผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจ Private Equity Fund เริ่มชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในการซื้อกิจการมากขึ้น จึงลดวงเงินสินเชื่อ หรือเพิ่มเงื่อนไขการลงทุนที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ Private Equity Fund จำเป็นต้องกดราคาซื้อกิจการ หรือต่อรองขอเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้มากขึ้น พลิกผันจากช่วงก่อนเกิดปัญหา Subprime ในปี 2548 – 2549 ซึ่ง Private Equity Fund ไม่เกี่ยงเรื่องราคามาก

อย่างไรก็ตาม เธอให้รายละเอียดเพิ่มว่า ที่ผ่านมา Private Equity Fund ให้ความสนใจธุรกิจไทยหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ สถาบันการเงิน โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจรมากขึ้น หรือเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุน อันเนื่องจากการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale)

ถึงคิวคุณอาชัญถ่ายทอดกลยุทธ์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลบ้าง เขาบอกว่า เพราะทุกวันนี้ เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่สุดมาจาก 2 แหล่ง คือ จีน ซึ่งมีเงินทุนสำรองสูงที่สุดในโลก และตะวันออกกลาง ซึ่งมีรายได้จากน้ำมันวันละ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งปัญหา Subprime ยังไม่มีบทสรุปเรื่องความเสียหายชัดเจนพอ ตลาดหุ้นสหรัฐก็จะยังไม่มีความน่าสนใจ และส่งผลกระทบต่อหุ้นทั่วโลกตามมาด้วย ดังนั้น เงินทุนส่วนใหญ่จะไหลไปในหาผลตอบแทนตลาดโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะพวกสินค้าเกษตร ซึ่งมีความต้องการบริโภค และใช้เป็นพลังงานทดแทนประเภทไบโอดีเซล สูงเกินปริมาณผลผลิตที่ทำได้ และทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด (Safe Heaven) ส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์เหล่านี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทองคำ ซึ่ง ผอ.ฝ่ายปรึกษาการลงทุน ธนาคารอีเอฟจี สาขาสิงคโปร์ ประเมินว่า น่าจะแตะออนซ์ละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตกประมาณ บาทละ 16,000 – 18,000 บาท ตามราคาขายในบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม การที่เงินทุนจากจีน และตะวันออกกลาง เข้าไปลงทุนในสถาบันการเงินสหรัฐ และยุโรป มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นสหรัฐถูกมาก กองทุนเหล่านี้ก็จะเสียประโยชน์ ทำให้เงินทุนที่ไหลเข้าไปในตลาดโภคภัณฑ์จะต้องหวนกลับมาในตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งจังหวะเวลาน่าจะอยู่ในช่วงกลางปี เพราะช่วงนั้น ดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกถึงจุดต่ำสุด ประกอบกับความกังวลเรื่องปัญหา Subprime เริ่มคลี่คลายลงไป ทำให้การปรับตัวของราคาหุ้นสมเหตุสมผล โดยหุ้นนำตลาด จะเป็นหุ้นสถาบันการเงินที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหา Subprime และหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี เช่น พร๊อกเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล แอปเปิ้ล เป๊ปซี่ หรือโคคาโคล่า

แต่การปรับตัวของตลาดหุ้นทั่วโลกจะมากน้อยแตกต่างกันไป ตามความสัมพันธ์ทางการค้าที่แต่ละประเทศมีกับสหรัฐ และพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเอง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนปีนี้ ควรกระจายพอร์ตการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แต่หลักการคงหนีไม่พ้นสูตรการลงทุนของคนรวย ซึ่งเขาได้อธิบายไว้ข้างต้น

และปิดท้ายด้วยคุณมาริษ ซึ่งเข้าประเด็นทันทีว่า อยากให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนกระจายออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนต่างประเทศ ทองคำ หรือตราสารหนี้ ตามฐานะทางการเงิน และความเข้าใจของแต่ละคน โดยให้น้ำหนักกับหุ้น 25% ที่เหลือ 75% กระจายไปในตราสารหนี้ และสินทรัพย์ประเภทอื่น

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี แนะให้นักลงทุนลองศึกษาข้อมูลหุ้นกลุ่มเกษตร เน้นไปที่ผู้ผลิตอาหาร และสินค้าเกษตรที่นำมาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทน รวมถึงหุ้นบริษัทน้ำ เพิ่มเติมจากหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในกลุ่มสถาบันการเงิน พลังงาน พาณิชย์ สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง โดยทยอยซื้อหุ้น เมื่อราคาอ่อนตัว หรือรอจังหวะที่ปัจจัยการเมืองชัดเจน และสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว

บทส่งท้าย

เวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะ ทำให้ผู้ดำเนินการสัมมนาขอให้วิทยากรทิ้งท้ายเกี่ยวกับเคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนปี 2551 นี้ ซึ่ง 3 ผู้บริหารกองทุนยืนยันว่า ความสำเร็จในการลงทุนปีนี้ ขึ้นอยู่กับการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อเฉลี่ยผลตอบแทนจากการลงทุน

อย่างไรก็ดี หุ้นยังคงมีความน่าสนใจมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น เหมือนเคย แต่ปีนี้ หุ้นเกษตร โภคภัณฑ์ (Commodities) และสถาบันการเงิน น่าจะมีความโดดเด่นมากขึ้น แต่นักลงทุนต้องจับจังหวะซื้อเมื่อตลาดหุ้นลง หรือเริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหา Subprime แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ นักลงทุนรายย่อยควรเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการลงทุน ให้เป็นระยะยาว 1 ปีขึ้นไป เพราะความผันผวนของกระแสเงินทุนตลอดทั้งปี ทำให้ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนได้เกิน 10%

Posted on Monday, February 11, 2008 (Archive on Monday, February 18, 2008)
Posted by host  Contributed by suchitra http://www.moneychannel.co.th/MoneyChannel/Seminar/tabid/53/newsid476/46008/Default.aspx


ทางเลือกการลงทุนท่ามกลางวิกฤติ

มีนาคม 2, 2008

แม้บทความจะเก่าไปนิดแต่ก็ให้ความรู้ดีมากๆ


ที่มา : Main Story ​ทางเลือกลงทุนท่ามกลางวิกฤติ​ Hamburger Crisis? ​โดย​ ฐิติ​เมธ​ ​โภคชัย ​นิตยสาร​ M&W ​ฉบับ​เดือนกุมภาพันธ์​ 2551 

เศรษฐกิจโลกกำ​ลังเผชิญหน้า​กับ​วิกฤติระลอก​ใหม่​ ​ซึ่ง​ครั้งนี้​เกิดขึ้น​เนื่อง​มา​จาก​ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพ​ใน​ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ​ ​หรือ​ที่​เรียกว่า​ Subprime ​ที่​เกิดขึ้นเด่นชัด​ใน​ปีที่ผ่านมา​ ​และ​มีนักวิ​เคราะห์หลายคนออกมาพูดก่อนหน้านี้​แล้ว​ว่าวิกฤติ​ Subprime ​จะ​ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอย่างรุนแรง​ใน​ปีนี้​ ​ซึ่ง​ก็​เป็น​จริงเช่น​นั้น​เพราะ​ตลาดหุ้น​ทั่ว​โลก​ได้​รับผลกระทบ​จาก​การที่สถาบันการเงินขนาด​ใหญ่​หลายแห่ง​ใน​สหรัฐ​ต้อง​มีการตั้งสำ​รองหนี้สูญอันเกิด​จาก​สินเชื่อ​ Subprime ​ขณะ​เดียว​กัน​สำ​นักวิจัยชั้นนำ​หลายค่ายต่างออกมาปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ​ ​ซึ่ง​เป็น​ระบบเศรษฐกิจที่​ใหญ่​สุดของโลก​ เรา​จึง​ได้​เห็นราคาหุ้น​และ​ดัชนีตลาดหุ้น​ทั่ว​โลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก​ใน​สัปดาห์ที่​ 4 ​ของเดือนมกราคม​ ​จน​ใน​ที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ​ได้​จัดการประชุมฉุกเฉิน​และ​ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย​ (FED Funds Rate) ​ลงรวดเดียว​ 0.75% ​จาก​ 4.25% ​เหลือ​ 3.5% ​ถือ​เป็น​การลดอัตราดอกเบี้ยมากสุด​ใน​รอบ​ 23 ​ปี​ ​เพื่อชะลอ​ไม่​ให้​เศรษฐกิจทรุดหนักจนอาจ​จะ​ฉุดเศรษฐกิจโลก​ให้​ทรุดตาม​เป็น​ลูกโซ่​ไป​ด้วย​ ​ซึ่ง​วิกฤติที่​เกิดขึ้น​ใน​สหรัฐครั้งนี้​ได้​ชื่อว่า​ Hamburger Crisis ​เหมือน​กับ​เมื่อปี​ 2540 ​ที่วิกฤติ​เศรษฐกิจ​ใน​ไทยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย​ ​จึง​ได้​รับการเรียกขานว่า​ ​วิกฤติต้มยำ​กุ้ง​ (Tom Yam Kung Crisis)เมอร์ริล​ ​ลินช์​ ​สถาบันการเงินยักษ์​ใหญ่​ของโลกสำ​รวจ​ความ​คิดเห็น​ผู้​จัดการกองทุน​ 195 ​ราย​ทั่ว​โลกประจำ​เดือนมกราคมที่ผ่านมา​ 70% ​มองว่า​เชื่อว่า​เศรษฐกิจโลก​จะ​ “​อ่อนแอ​” ​ลง​ใน​ 12 ​เดือนข้างหน้า

ส่วน​เจพี​ ​มอร์​แกน​ ​สถาบันการเงินชั้นนำ​ของโลกอีกแห่ง​ ​คาดว่า​เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา​จะ​ย่ำ​แย่ที่สุด​ใน​ไตรมาสแรกของปีนี้​ ​โดย​มองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ​จะ​อยู่​ที่​ 0% ​หรือ​ไม่​เติบโตเลย

จัดพอร์ต​ด้วย​ ​หุ้น​ ​กองทุนรวม​ ​และ​ทองคำ

จิรวัฒน์​ ​สุภรณ์​ไพบูลย์​ ​กรรมการ​ผู้​จัดการ​ ​หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน​ส่วน​บุคคล​ ​บล​.​ภัทร ​กล่าวว่าหากนักลงทุน​ยัง​คงชื่นชอบการลงทุน​ใน​ตลาดหุ้น​จะ​ต้อง​ลงทุน​ใน​หุ้นที่​เกี่ยวข้องการบริ​โภคภาย​ใน​ประ​เทศ​ ​คือ​ ​กลุ่มอสังหาริมทรัพย์​ ​กลุ่มธนาคารพาณิชย์​ ​และ​กลุ่มพลังงาน​เนื่อง​เพราะ​ดอกเบี้ย​ยัง​ถูก​ ​และ​เชื่อว่าดอกเบี้ยไทย​ยัง​ไม่​ขยับขณะที่หุ้นเกี่ยวข้อง​กับ​การส่งออก​จะ​แผ่วลงไป​

ถ้า​หากจัดพอร์ตแบบ​ “​สายกลาง​” ​โดย​ภาพรวม​แล้ว​ ​จิรวัฒน์​แนะนำ​ให้​ลงทุน​ใน​หุ้น​ 50% ​ลงทุน​ใน​ตราสารหนี้​ 50% ​โดย​ตราสารหนี้​แบ่งออก​ได้​เป็น​ลงทุน​ใน​ผลิตภัณฑ์ที่มีสภาพคล่องสูง​ ​ได้​แก่​ ​กองทุน​ Money market Fund ​และ​กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น​ ​หากสนใจการลงทุนระยะยาว​ให้​มองกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

“​การลงทุน​ใน​หุ้น​ ​ครึ่งหนึ่งลงทุน​ใน​หุ้นไทย​ ​หุ้นบลูชิปสัก​ 5 ​ตัว​ ​หรือ​จะ​ซื้อผ่านกองทุนหุ้นก็​ได้​ ​โดย​ลงทุน​ใน​กองทุนรวมประ​เภท​ Defensive ​และ​ Growth ​อย่างละครึ่ง​ ​อีกครึ่ง​ให้​มองหุ้นต่างประ​เทศผ่าน​ FIF ​โดย​ให้​มองตลาดยุ​โรปตะวันออก​ ​หรือ​ซื้อกองทุนรวม​ BRIC ​และ​กองทุนพลังงานทางเลือก​ ​ที่สำ​คัญอย่าลืมซื้อทองติดพอร์ต​ไว้​สัก​ 5% ​ของเม็ดเงินการลงทุน​” ​จิรวัฒน์​ ​กล่าว

จิรวัฒน์กล่าวว่านักลงทุน​ต้อง​เข้า​ใจว่า​ด้วย​สภาพแบบนี้​ต้อง​ให้​ความ​สำ​คัญต่อการลงทุนอย่างไร​ให้​มี​ความ​ปลอดภัย​ ​นักลงทุนอย่าพึ่งพาตลาดการลงทุนตลาดเดียว​ ​ต้อง​กระจาย​ความ​เสี่ยง​ ​และ​อย่านั่งรอตลาดหุ้นตลาดเดียว​ ​ที่สำ​คัญตลาดการลงทุนมี​ความ​สลับซับซ้อน​จึง​ไม่​สามารถ​พึ่งพาตัวเอง​ได้​อีกต่อไป​ ​ต้อง​หา​ผู้​ช่วย​และ​ที่ปรึกษาการลงทุน​เป็น​คำ​ตอบที่น่าสนใจ

ปี​แห่ง​ความ​ผันผวน

“​พวกเราประ​เมินว่าตลาดหุ้นครึ่งปี​แรก​จะ​ค่อนข้างผันผวน​ ​ทางเทคนิคพบว่าช่วงเดือน​ ​กุมภาพันธ์นี้ตลาด​จะ​ปรับตัวดีขึ้น​จาก​เดือนก่อนหน้า​ ​โดย​จะ​แกว่งตัว​อยู่​ระหว่างแนวตั้งที่​ 830–850 ​จุด​ ​ส่วน​แนวรับน่า​จะ​อยู่​ที่​ 780–785 ​จุด​” วิวัฒน์​ ​เตชะพูลผล​ ​หัวหน้าฝ่ายลูกค้าบุคคล​ ​หัวหน้าฝ่ายวิ​เคราะห์ทางเทคนิค​ (รักษาการ) ​บล​.​ทิสโก้ ​บอก

ใน​ช่วงครึ่งปี​แรกนี้ประ​เมินว่าตลาดหุ้นไทย​ยัง​อยู่​ใน​สภาวะคลุมเครือ​และ​มีบรรยากาศที่​ไม่​น่าลงทุนมากนัก​ ​จึง​มองว่าทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือ​จาก​การถือเงินสด​ไว้​ก็อาจ​จะ​เข้า​สู่ตลาดตราสารหนี้​ซึ่ง​น่า​จะ​ให้​ดอกเบี้ย​ใน​อัตราที่ระดับน่าพอใจ

“​ต้อง​ยอมรับว่าตลาดหุ้นปีนี้​ไม่​สามารถ​กำ​หนดกลยุทธ์ระยะยาว​ได้​เลย​ ​อย่างมากก็​เดือนต่อเดือน​ ​สำ​หรับนักลงทุนที่​จะ​ลงทุนระยะยาวแนะนำ​ว่า​ให้​รอลงทุน​ใน​ช่วงครึ่งปีหลัง​จะ​ดีกว่า​ ​ส่วน​ระยะสั้นที่​เล่น​เป็น​รอบๆ​ ​ต้อง​ติดตามข้อมูลอย่าง​ใกล้​ชิด​”

สำ​หรับสัด​ส่วน​พอร์ตการลงทุน​ ​วิวัฒน์​แนะนำ​ว่า​ความ​เหมาะสม​ยัง​ให้​น้ำ​หนัก​กับ​กลุ่มพลังงาน​ 30% ​กลุ่มธนาคารพาณิชย์​ 20% ​นอก​จาก​นั้น​ให้​กระจายไป​ ​เพราะ​เชื่อว่า​ใน​ภาวะตลาดหมี​เช่นนี้สิ่งที่​จะ​ได้​เห็น​ ​ก็คือ​ ​การกลับมาของหุ้นเก็งกำ​ไร

“​แนะนำ​ว่าหากนักลงทุนที่นิยมหุ้นเก็งกำ​ไร​ต้อง​ใช้​ความ​ระมัดระวัง​ให้​มาก​” ​วิวัฒน์​ ​บอก

วิ​เคราะห์หุ้นทางเทคนิค​ ​ช่วย​คุณ​ได้​ใน​การบริหารพอร์ตการลงทุน

อดิพงษ์​ ​ภัทรวิกรม​ ​ผู้​อำ​นวยการ​ ​ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน​ ​กลุ่มลูกค้าบุคคล​ ​บล​.​ไทยพาณิชย์ ​กล่าวการวิ​เคราะห์ทางเทคนิคมี​ความ​ยืดหยุ่นสูง​ ​เพราะ​สามารถ​ปรับตัวเอง​ได้​ดี​โดย​ใช้​ได้​ทั้ง​ใน​ระยะสั้น​และ​ระยะยาว​ ​และ​เป็น​วิธีการมอง​เข้า​ไป​ถึง​ผลลัพธ์ของสา​เหตุ​ ​ดัง​นั้น​สามารถ​ประหยัดเวลา​ใน​การกำ​หนดกลยุทธ์​ได้​ ​รวม​ถึง​สามารถ​ช่วย​ดู​ความ​เคลื่อนไหวราคา​ได้​อย่างรวด​เร็ว​ ​และ​เห็นภาพตลาด​โดย​รวม​ได้​กว้าง​ ​และ​ที่สำ​คัญ​ ​เป็น​การบอก​ถึง​จังหวะการ​เข้า​หรือ​ออก​จาก​ตลาด​ ​เพราะ​สัญญาณทางเทคนิค​จะ​บอกว่าช่วงไหนควรซื้อ​หรือ​ขาย​ ​หรือ​ไม่​มี​ความ​จำ​เป็น​ใน​การเร่งรีบตัดสินใจ

“​ถ้า​ดูทฤษฎีคลื่นของอี​เลียต​ ​เวฟช่วงนี้​จะ​อยู่​ใน​ขา​ C ​หมาย​ความ​ว่า​ ​การจบรอบกำ​ลัง​จะ​เกิดขึ้น​ใน​ระยะอัน​ใกล้​นี้​ ​สังเกต​จาก​ตั้งแต่ต้นปี​เป็น​ต้นมาดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงอย่างต่อ​เนื่อง​ ​และ​ทำ​สถิติต่ำ​สุดครั้ง​ใหม่​ (New Low) ​ดัง​นั้น​สัญญาณทางเทคนิคถัดไป​จะ​เป็น​สัญญาณขาขึ้น​ ​และ​เป็น​ช่วงรอจังหวะซื้อ​ ​แต่​จะ​บอกว่า​เมื่อไร​จะ​ถึง​จังหวะซื้อ​ไม่​สามารถ​บอก​ได้​ ​บอก​ได้​แต่​เพียงว่า​ใกล้​เป็น​จังหวะซื้อครั้งสำ​คัญ​เป็น​อย่างมาก​” ​อดิพงษ์กล่าว​ถึง​ ​ทิศทางของตลาดหุ้นไทย​ใน​ปัจจุบันเมื่อพิจารณา​จาก​ปัจจัยด้านเทคนิค​เป็น​หลัก

ทว่า​ ​ข้อเสียของการวิ​เคราะห์ทางเทคนิค​ ​คือ​ ​ทุกอย่างสะท้อน​อยู่​ใน​ราคาหุ้น​ ​ดัง​นั้น​หากใคร​เป็น​นักลงทุนประ​เภทเก็งกำ​ไร​ ​ที่มี​เงินลงทุนมาก​และ​ต้อง​การสร้างภาพลวงตา​ ​ก็​สามารถ​ที่​จะ​ใช้​จุดนี้​ไปสร้างราคาหุ้น​ให้​เกิดการเปลี่ยนแปลง​ ​แบบที่​ไม่​เป็น​ธรรมชาติรวม​ทั้ง​การวิ​เคราะห์ทางเทคนิค​สามารถ​เปลี่ยนแปลง​ได้​ตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น​ ​จึง​อาจ​จะ​ส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการลงทุนของนักลงทุน​ ​ทั้งๆ​ที่พื้นฐานของเศรษฐกิจ​ ​หรือ​บริษัทอาจ​ไม่​ได้​เปลี่ยนแปลงเลย​ด้วย​ซ้ำ​ไป

“​อยาก​ให้​นักลงทุนเปิดใจ​กับ​การเรียนรู้การวิ​เคราะห์หุ้นหลายๆ​ ​ประ​เภท​ใน​การวางกลยุทธ์การซื้อขาย​และ​อย่าสับสน​ใน​การวิ​เคราะห์​ ​ซึ่ง​ตรงนี้​เป็น​เรื่องที่พูดง่าย​ ​แต่ทำ​ยาก​ ​และ​อาจมี​ไม่​กี่คนที่​จะ​สามารถ​แยกแยะ​ความ​รู้สึก​และ​เหตุผล​ได้​และ​ประสบ​ความ​สำ​เร็จอย่างมากมาย​ ​แต่ก็ถือว่าควรศึกษา​” ​อดิพงษ์​ ​แนะนำ​

กองทุนหุ้นกองทุนผสม​ ​ยัง​ต้อง​มี

แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์​ทั่ว​โลก​จะ​ย่ำ​แย่​แค่​ไหนกองทุนรวมประ​เภทกองทุนหุ้น​และ​กองทุนผสมที่มีหุ้น​ใน​พอร์ต​ ​ก็​ยัง​มี​ความ​น่าสนใจ​อยู่​ ​เพราะ​ข้อมูล​ใน​อดีตพิสูจน์​แล้ว​ว่าการลงทุน​ใน​ระยะยาว​ ​หุ้น​ยัง​ให้​ผลตอบแทนที่ดีกว่าหลักทรัพย์อย่าง​อื่น​ ​แต่​ใน​ปีนี้อาจลดน้ำ​หนักการลงทุน​ส่วน​นี้ลงสำ​หรับ​ผู้​ที่​ไม่​มั่นใจ​ใน​ตลาด​ ​และ​ต้อง​ทำ​การบ้านเพื่อคัดเลือกกองทุนที่​เหมาะ​กับ​สถานการณ์มากขึ้น​

กองทุนดัชนี​ ​สำ​หรับคนชอบหุ้นแต่​ไม่​ชัวร์​ผู้​จัดการกองทุน

เป็น​อีกทางเลือกสำ​หรับ​ผู้​ชอบการลงทุน​ใน​หุ้นแต่​ไม่​อยากเสี่ยง​กับ​ผู้​จัดการกองทุน​ ​เพราะ​กองทุนดัชนีลงทุน​โดย​หวังผลตอบแทนที่ขึ้นลงตาม​ SET Index ​และ​ SET50 Index ​การบริหารกองทุน​จะ​ใช้​โปรแกรมที่ทำ​ให้​ NAV ​ขึ้นลง​ใน​สัด​ส่วน​เดียว​กับ​ดัชนีอ้างอิง​ ​แต่​ยัง​ได้​ประ​โยชน์ของเงินปันผล​จาก​หุ้นที่ถือ​อยู่​ ​ปัจจุบันกองทุนดัชนีของไทยเกือบ​ทั้ง​หมด​จะ​เป็น​กองทุน​ SET50 ​มี​ SET Index ​เพียงของ​ ​บลจ​.​ไทยพาณิชย์​ ​และ​มีกองทุนกลุ่ม​ Jumbo ​เป็น​กองทุนที่อ้างอิง​กับ​ดัชนีพิ​เศษที่จัดทำ​ขึ้นของ​ ​บลจ​.​ทหารไทย​ ​ให้​เลือกตาม​ความ​ชอบของแต่ละคน

TDEX ​กองทุนสำ​หรับคนชอบเทรด

กองทุนไทยเด็กซ์​เซ็ท​ 50 ​อีที​เอฟ​ ​หรือ​ TDEX ​เป็น​กองทุนดัชนีอิง​กับ​ SET50 ​ที่​เปิด​ให้​ซื้อขาย​อยู่​ใน​ตลาดหลักทรัพย์​ ​เป็น​นวัตกรรม​ใหม่​ของไทยที่​เกิดขึ้นสำ​หรับคนชอบเทรดกองทุน​ ​สามารถ​ซื้อขาย​ได้​ระหว่างวัน​ ​รู้ราคา​แน่นอน​ ​โดย​ไม่​มีปัญหาสภาพคล่อง​เพราะ​มีการแต่งตั้งโบรกเกอร์​เป็น​ผู้​ดู​แลสภาพคล่อง​ให้​ราคา​อยู่​ใน​ระดับเดียว​กับ​ NAV ​ของกองทุนทุกวัน​ด้วย

กองทุนตราสารหนี้​ Rating ​ดี​ Yield ​สูง​ ​ยัง​มี

หลัง​จาก​ ​พ​.​ร​.​บ​. ​สถาบันคุ้มครองเงินฝาก​ ​ประกาศ​ใช้​ ​เชื่อว่ากองทุนตราสารหนี้​จะ​ได้​รับ​ความ​นิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากมายแน่นอน​ ​เพราะ​กองทุนตราสารหนี้ขึ้นชื่อ​อยู่​แล้ว​เรื่อง​ความ​ปลอดภัยที่สูงกว่ากองทุนหุ้นมาก​ ​ปัจจุบัน​ผู้​จัดการกองทุนต่างๆ​ ​ก็​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​ความ​ปลอดภัยมากขึ้น​ ​เพราะ​สามารถ​เลือกลงทุนตราสารหนี้คุณภาพสูงของต่างประ​เทศ​ได้​ง่ายขึ้น​ ​ปีที่​แล้ว​ตราสารการเงินของสถาบันการเงิน​ใน​ยุ​โรป​ ​อย่าง​ Euro commercial Paper (ECP) ​เป็น​ที่นิยมมาก​เพราะ​ให้​ผลตอบแทนหลังปิด​ความ​เสี่ยง​จาก​อัตรา​แลกเปลี่ยน​แล้ว​ก็​ยัง​ให้​ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตร​ใน​ประ​เทศไทย​ ​ระยะ​เวลาการลงทุนก็​ไม่​นานมาก​ ​และ​ยัง​มี​ให้​ลงทุนต่อ​เนื่อง​ใน​ปีนี้​ด้วย​ ​รวม​ถึง​พันธบัตรของประ​เทศ​ใหม่ๆ​ ​ที่นักลงทุนไทย​ยัง​ไม่​คุ้นเคยแต่มีอันดับเรทติ้งดีมาก​ ​เช่น​ ​ออสเตรเลีย​ ​นิวซี​แลนด์​ ​ก็​เริ่มมี​ให้​ลงทุนผ่านกองทุนรวม​แล้ว

สิ่งที่​ต้อง​ระมัดระวังสำ​หรับกองทุนตราสารหนี้ที่​ไปซื้อตราสารต่างประ​เทศ​ ​คือเรื่องระยะ​เวลาลงทุน​ ​และ​ความ​เสี่ยงของอัตรา​แลกเปลี่ยน​ ​ผู้​ลงทุนจำ​เป็น​ต้อง​ดู​ให้​ดีว่าปิด​ความ​เสี่ยง​จาก​อัตรา​แลกเปลี่ยน​หรือ​ไม่​ ​ถ้า​ไม่​ปิด​ ​ทำ​ไม​จึง​ไม่​ปิด​ ​และ​ตราสารต่างประ​เทศที่​ไปลงทุนมีระยะ​เวลานานแค่​ไหน​ ​เพราะ​พันธบัตรรัฐบาลของต่างประ​เทศหลายแห่งที่กองทุนรวมไปซื้อมีอายุยาวมากกว่า​ 1 ​ปี​

กองทุนรวมตลาดเงิน​ ​ทางเลือกที่มา​แทนเงินฝากออมทรัพย์

กลาย​เป็น​กองทุนสามัญประจำ​บ้านที่ทุกบริษัทจัดการ​ต้อง​มี​เพราะ​คุณสมบัติที่ดี​ ​ผลตอบแทนดีกว่า​เงินฝากออมทรัพย์​ ​ความ​ปลอดภัยสูง​ ​และ​สภาพคล่องสูง​ ​ขายเพียง​ 1 ​วันก็​ได้​เงิน​ ​กองทุนรวมตลาดเงิน​หรือ​ Money Market Fund ​จึง​เป็น​ทางเลือกที่ดีสำ​หรับการ​ใช้​แทนบัญชี​เงินฝากออมทรัพย์​ ​แต่สิ่งที่​ต้อง​พึงระวังก็คือ​ ​กองทุนที่ซื้อ​นั้น​ ​บริษัทจัดการมี​เงื่อนไขการโอนเงินคืนอย่างไร​ ​สามารถ​โอนเงินคืน​เข้า​บัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร​ใด​บ้าง​ ​ไม่​เช่น​นั้น​หาก​ต้อง​จ่ายคืน​เป็น​เช็ค​ ​ข้อดี​เรื่องสภาพคล่อง​จะ​กลาย​เป็น​ปัญหา​ใน​ทันที

กองทุนอสังหาริมทรัพย์​ ​กำ​ลังกลับมา

มาตรการ​กัน​สำ​รอง​ 30% ​ที่ประกาศ​โดย​ ​ธปท​. ​เมื่อปลายปี​2549 ​เป็น​อุปสรรคต่อการขยายตัวของกองทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง​ช่วย​ไม่​ได้​ ​เพราะ​กองทุนอสังหาริมทรัพย์ขนาด​ใหญ่ๆ​ ​จำ​เป็น​ต้อง​มีนักลงทุนสถาบัน​จาก​ต่างชาติ​เข้า​มาร่วมลงทุน​ ​ที่ผ่านมากองทุนอสังหาริมทรัพย์​ส่วน​ใหญ่​ให้​ผลตอบแทน​ได้​ตามที่ประกาศ​ไว้​ ​แต่​ยัง​มีปัญหาสภาพคล่องการซื้อขาย​ใน​ตลาดหลักทรัพย์​ ​เงินที่​จะ​ซื้อ​จึง​ต้อง​มั่นใจว่า​เป็น​เงินเย็น​ ​ที่นำ​ไปลงทุน​ใน​อสังหาริมทรัพย์​เพื่อเก็บกินผลตอบแทนแบบสม่ำ​เสมอ​ได้​ ​ซึ่ง​เงินปันผลที่​ได้​รับย่อมดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอย่างแน่นอน

ใน​ปีนี้​จะ​มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์​เกิดขึ้นอีกหลายกองทุน​ ​และ​จะ​เพิ่มมากขึ้นอีกหากรัฐบาล​ใหม่​และ​ ​ธปท​. ​ยกเลิกมาตรการ​ 30% ​สำ​หรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์​ด้วย​

อสังหาริมทรัพย์ที่กองทุน​จะ​ซื้อมาลงทุนก็​จะ​มี​ความ​หลากหลายมากขึ้น​ ​เดิม​จะ​เป็น​อาคารพาณิชย์​ ​ศูนย์การค้า​ ​โรงงาน​ ​ที่​อยู่​อาศัย​ ​แต่หลัง​จาก​นี้​เรา​จะ​เห็นรีสอร์ท​ ​โรงไฟฟ้า​ ​ซึ่ง​เป็น​ธุรกิจเฉพาะด้านมากขึ้น​ ​ดัง​นั้น​ก่อน​ผู้​ลงทุน​จะ​เข้า​ไปซื้อ​จึง​ควร​ให้​น้ำ​หนักเรื่องพื้นฐานธุรกิจมากขึ้น​ด้วย

กองทุนต่างประ​เทศ​ ​ยัง​ดี​อยู่​หรือ

กองทุน​ FIF ​มี​ความ​หลากหลาย​ ​เพราะ​มี​ทั้ง​กองทุนหุ้น​ ​กองทุนตราสารหนี้​ ​กองทุนผสมแบบ​ Asset Allocation ​กองทุนที่ลงทุน​ใน​ทรัพย์สิน​อื่นๆ​ ​เช่น​ ​สินค้า​โภคภัณฑ์​หรือ​ทองคำ​ ​รวม​ถึง​อสังหาริมทรัพย์ต่างประ​เทศ​ ​ดัง​นั้น​ ​การเลือกลงทุน​ใน​กองทุนต่างประ​เทศ​จึง​ต้อง​พึงระลึกเสมอว่า​ความ​เสี่ยง​ใน​คุณสมบัติของตราสารแต่ละชนิด​ยัง​คง​อยู่​ ​ไม่​ได้​หายไป​ ​แต่​โอกาสการคัดเลือกสินค้า​เพื่อลงทุนมีมากขึ้น​ ​ใน​ปีที่ผันผวนเช่นนี้​ ​การมีตราสารการลงทุน​ให้​เลือกเพิ่มขึ้น​ ​ไม่​จำ​กัด​อยู่​แค่​ใน​ประ​เทศไทยก็​เป็น​สิ่งที่ดีมิ​ใช่​ฤา

การคัดเลือกกองทุนต่างประ​เทศเพื่อลงทุน​จึง​จำ​เป็น​ต้อง​ศึกษา​ถึง​ตราสารที่ลงทุน​ให้​ดีว่า​เป็น​อะ​ไร​ ​ภูมิภาคไหน​ ​เป็น​หุ้น​ ​ตราสารหนี้​แบบไหน​ ​หรือ​เป็น​กองทุนผสม​ ​มีอะ​ไรบ้างผสม​อยู่​ใน​นั้น​ ​และ​การบริหารของ​ผู้​จัดการกองทุน​ใช้​วิธี​ใด​ ​เป็น​กองทุนเชิงรุกแบบ​ Active ​หรือ​เป็น​กองทุนดัชนี​ ​เพราะ​แต่ละ​แบบก็มี​ความ​เสี่ยงที่​แตกต่าง​กัน

กองทุนต่างประ​เทศกลุ่มหนึ่งที่น่า​จะ​เป็น​ทางเลือกเพื่อกระจายทรัพย์สินลงทุน​ได้​ดี​ ​นั่นคือ​ ​กองทุนที่​ไปลงทุน​ใน​สินค้า​โภคภัณฑ์ต่างๆ​ ​ทั้ง​กองทุนที่ลงทุน​ใน​ทองคำ​อย่างเดียว​ ​และ​กองทุนที่ลงทุน​ใน​สินค้า​โภคภัณฑ์หลากหลาย​ ​เพราะ​เป็น​ประ​เภทหลักทรัพย์​เพื่อการลงทุนที่ถูกจับตามาก​ใน​ปีนี้ว่า​จะ​ให้​ผลตอบแทนงาม​ด้วย

กองทุนนวัตกรรม​ใหม่

กองทุนรวมประ​เภทสุดท้ายที่​สามารถ​ใช้​เป็น​ทางเลือกการลงทุน​ได้​คือกองทุนที่​ใช้​โมเดลทางการเงิน​ใน​การออกแบบกองทุน​ ​เช่น​ ​การ​ใช้​ Structure Note ​โดย​ส่วน​ใหญ่​กองทุนกลุ่มนี้​จะ​ออกแบบ​ให้​คุ้มครองเงินต้นของ​ผู้​ลงทุน​ ​แต่มี​โอกาส​ได้​ผลตอบแทนที่สูงขึ้น​โดย​การอิง​กับ​ดัชนีอย่าง​ใด​อย่างหนึ่ง​ ​หรือ​ขึ้น​กับ​กระบวนการที่กองทุน​ได้​ทำ​สัญญา​ไว้​ ​กองทุนประ​เภทนี้​จะ​ซับซ้อนมากกว่ากองทุน​ทั่วๆ​ ​ไป​ ​เข้า​ใจ​ได้​ยาก​ใน​ส่วน​ของโมเดลที่ออกแบบ​ ​จำ​เป็น​อย่างยิ่งที่นักลงทุน​ต้อง​ศึกษา​ถึง​วิธีการ​ได้​กำ​ไรขาดทุนของกองทุน​ ​แต่​ไม่​ถึง​ขนาด​ต้อง​ไปแกะ​โมเดลสัญญาของกองทุนที่ยุ่งยากเกินกว่าที่นักลงทุน​ทั่ว​ไปพึงรับรู้

ตลาดตราสารหนี้​ ​คาดเดา​ได้​ยาก

ดร​.​สันติ​ ​กีระนันท์​ ​ผู้​จัดการตลาดตราสารหนี้​ (BEX) ​ตลาดหลักทรัพย์​แห่งประ​เทศไทย ​แนะนำ​ว่า​ ​สำ​หรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจลงทุน​ใน​ตลาดตราสารหนี้​ ​ใน​ปีนี้​ยัง​มีทางเลือก​ใน​การลงทุน​อยู่​ 2–3 ​ทาง​ให้​เลือกตาม​ความ​เหมาะสม​ ​โดย​การลงทุน​ใน​ตลาดแรก​นั้น​อาจเลือกการลงทุน​ใน​พันธบัตรออมทรัพย์​ ​ซึ่ง​ปกติทางกระทรวงการคลัง​และ​สถาบันการเงินต่างๆ​ ​ทยอยออกทุกๆ​ ​เดือน​อยู่​แล้ว​ ​หรือ​สำ​หรับ​ผู้​ที่สนใจหุ้นกู้ภาคเอกชนอดใจรอ​ ​เพราะ​อีก​ไม่​นานเกินรอภาคเอกชนหลายรายมี​ความ​สนใจออกหุ้นกู้​และ​เปิดขาย​ให้​กับ​ประชาชน​ทั่ว​ไป​ (PO) ​ใน​ปีนี้

“​ความ​จริง​แล้ว​การลงทุน​ใน​ตราสารหนี้อาจ​จะ​มีขั้นตอนมาก​และ​ดู​เหมือน​จะ​ยาก​ใน​ช่วงแรก​ ​แต่หากเกิด​ความ​เข้า​ใจ​แล้ว​จะ​สามารถ​คาดการณ์​ได้​ง่ายกว่าหุ้นมาก​ ​เพราะ​ปัจจัยที่​จะ​เข้า​มากำ​หนดราคาตราสารหนี้​นั้น​ก็มี​เพียง​ Yield ​หรือ​อัตราดอกเบี้ย​ ​ขณะที่หุ้น​นั้น​ต้อง​เผชิญ​กับ​ปัจจัยนับ​ไม่​ถ้วน​ ​ดัง​นั้น​หาก​ได้​ทดลองลงทุนตราสารหนี้ช่วงแรกๆ​ ​อาจ​จะ​ต้อง​ลงแรงหาข้อมูล​ ​และ​เรียนรู้​ ​หลัง​จาก​นั้น​ก็​จะ​เกิด​ความ​ชำ​นาญ​” ​ดร​.​สันติ​ ​กล่าว

ยกตัวอย่างเช่น​ ​นักลงทุน​ยัง​ไม่​เข้า​ใจ​อยู่​มาก​ ​ก็คือ​ ​คำ​ว่า​ Yield ​กับ​ ​อัตราดอกเบี้ย​ ​ก็​ต้อง​อธิบายว่า​ Yield ​คือผลตอบแทน​ ​ส่วน​ดอกเบี้ย​ ​คือ​ ​เงินที่จ่าย​ใน​แต่ละงวด​ซึ่ง​โดย​ปกติหุ้นกู้​หรือ​พันธบัตรที่จ่ายอัตราคงที่​นั้น​อัตราดอกเบี้ย​จะ​ไม่​เปลี่ยนแปลง​ ​ส่วน​ Yield ​คือ​ ​ผลตอบแทนที่ปรับเปลี่ยนไป​ได้​ตามสภาวะ​เศรษฐกิจ​ ​อาจ​จะ​มาก​หรือ​น้อยกว่าดอกเบี้ยก็​ได้​ ​ส่งผล​ให้​ราคาตราสารหนี้มีการเคลื่อนไหว​ ​นี่คือสิ่งที่นักลงทุน​ต้อง​ทำ​ความ​เข้า​ใจ​เป็น​พื้นฐาน

“​หากนักลงทุนมี​ความ​เข้า​ใจ​ ​สามารถ​ดู​ Yield ​ใน​ตลาด​เป็น​ก็​จะ​สามารถ​เทรดทำ​กำ​ไร​ได้​เพิ่มขึ้น​ ​เช่นอาจ​จะ​ขาย​ใน​ช่วงที่​ Yield ​ลง​และ​ซื้อตอนที่​ Yield ​ขึ้น​ซึ่ง​จะ​ได้​อัตราผลตอบแทน​โดย​รวมตลอดอายุตราสารหนี้มากกว่าการรอรับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ​” ​ดร​.​สันติ​ ​ทิ้งท้าย​

“​เป็น​ปีที่จับทิศทางราคาทองคำ​ได้​ยากมาก​”

“​ผม​อยู่​ใน​วงการทองคำ​มา​ 50 ​ปี​ ​ยัง​ไม่​ค่อยกล้าวิจารณ์สถานการณ์​ใน​ตอนนี้​ ​เพราะ​ถือ​เป็น​รอบที่ดู​ไม่​ออกจริงๆ​ ​ทุกอย่างรวด​เร็ว​เกินกว่าที่คาดการณ์​ไว้​มาก​ ​จึง​ค่อนข้าง​เป็น​ห่วงมาก​”

จิตติ​ ​ตั้งสิทธิ์ภักดี​ ​นายกสมาคมค้าทองคำ​ กล่าวว่า​ใน​อดีต​สามารถ​พิจารณา​ได้​จาก​การปรับตัวขึ้นลงของราคาน้ำ​มัน​เนื่อง​จาก​ราคาทองคำ​จะ​ปรับตัว​ใน​ทิศทางเดียว​กัน​ ​แต่ปัจจุบันแม้ราคาน้ำ​มัน​จะ​ปรับลดลง​ ​แต่ราคาทองคำ​ยัง​คงขึ้นต่อ​เนื่อง​ ​ทว่าราคาทองคำ​ที่ปรับขึ้น​ใน​ช่วงนี้​ ​ถือ​เป็น​สถานการณ์ที่​ไม่​ปกติ​ ​และ​จาก​ประสบการณ์​และ​เก็บสถิติต่างๆ​ ​การปรับราคาขึ้น​ใน​ช่วงนี้ถือว่ารวด​เร็ว​เกินไป​ ​โดย​ราคาปรับเพิ่มขึ้น​ถึง​ 1,000 ​บาทภาย​ใน​เวลา​ไม่​ถึง​ 10 ​วัน​และ​ยัง​ปรับเพิ่มต่อ​เนื่อง​ ​ลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลต่อ​ความ​เสถียรภาพของราคาทองคำ​ ​และ​ใน​อนาคต​ยัง​มี​ความ​เสี่ยงที่ราคา​จะ​ปรับลดอย่างรวด​เร็ว​อีก​ด้วย​

อย่างไรก็ตาม​เขา​คิดว่าทองคำ​ยัง​เป็น​สินทรัพย์ที่​เหมาะสำ​หรับการลงทุน​ใน​ปีนี้​ ​แต่​ต้อง​ลงทุน​ด้วย​ความ​ระมัดระวัง​ ​สำ​หรับนักลงทุนระยะยาวจริงๆ​ ​ต้อง​ถือว่าจังหวะ​ “​ซื้อ​” ​ได้​ผ่านไป​แล้ว​ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา​ ​แต่หากสนใจลงทุนเพื่อกระจาย​ความ​เสี่ยงแนะนำ​ให้​ใช้​เงินสัด​ส่วน​ประมาณ​ 20 – 30% ​ของพอร์ตการลงทุน​ ​ส่วน​ผู้​ที่หวัง​จะ​เข้า​มา​เก็งกำ​ไร​ไม่​แนะนำ​เพราะ​ค่อนข้างอันตราย

“​ถือว่าประ​เทศไทย​ได้​เงินบาทที่​แข็งค่ามา​ช่วย​ทำ​ให้​ราคาทองคำ​ยัง​ขึ้น​ไม่​แรงไปกว่านี้​ ​แต่​ถ้า​นำ​ราคาทองคำ​ปัจจุบันไปเทียบ​กับ​ดอลลาร์​เมื่อปีก่อน​ ​ราคา​จะ​ไป​อยู่​แถวๆ​ 16,000 ​บาท​ ​ซึ่ง​หากมอง​ใน​มุมนักลงทุนก็ถือว่า​โชคดี​” ​จิตติทิ้งท้าย


ปลดล็อก 30% หุ้น/ทอง/บาท อะไรกำไรกว่า?

มีนาคม 1, 2008

  สาเหตุของการปลดล้อก 30% นั้น อาศัยการดูภาวะเงินเฟ้อเป็นหลัก
ไม่ได้ดูความเป็นจริงของตลาดเปรียบเทียบด้วย มีคนพูดว่า ทำอย่างนี้เทียบได้กับปี 40 คือ ปี 40 เป็นปีทองของผู้ส่งออก แต่ปี 51 นี้กลับเป็นปีทองของผู้นำเข้า?

  คำตอบคือ ไม่ใช่ โดยข้อเท็จจริงแล้วปี 51 ไม่ได้เป็นปีทองของผู้นำเข้าแม้ว่า ผู้นำเข้าจะได้กำไรจากการแลกเปลี่ยน แต่สภาพเศรษฐกิจของไทยนั้น อาศัยการส่งออกเป็นหลักเมื่อเงินบาทแข็ง ส่งออกก็จะตาย (แค่แข็งกว่า 34 บาท ส่งออกก็เจ๊งเป็นแถบแล้ว) 

   เมื่อภาคส่งออกตายกันไปเป็นแถบแล้ว จะเหลือใครมาซื้อของละ? แล้วผู้นำเข้ามันจะไปกำไรอะไร???? เศรษฐกิจจะตกต่ำลงทันที ทุกภาคจะลำบากขึ้นมาก เว้นอยู่ภาคเดียวคือน้ำมันกับร้านทองจะกำไรขึ้นทุกวันจากการอ่อนลงของ USD และอุปทานที่มากกว่าอุปสงค์มหาศาลจากภาวะอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติในบางพื้นที่ของโลก

   มีการคาดการณ์ทางเทคนิคว่าเงินบาทจะแข็งไปจนถึง 25 บาท ก่อนที่จะดีดกลับไปเป็น 33 บาท (จากการที่ต่างชาติเอา 30% แลกกลับเป็นเงินส่งกลับประเทศ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อมองจากทางพื้นฐานแล้วต้องตอบว่าในระยะสั้น เป็นเรื่องยากที่เงินจะดีดกลับไปที่ 33 บาท เว้นเสียแต่ว่าแบงค์ชาติจะมีมาตรการณ์เซอร์ไพรส์ ตรึงค่าเงินบาทที่ 33 บาท หรือสั่งเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงิน หรือมีข่าวเชิงลบ/บวกแรงๆ เช่น ท่านประธานสภาโดนใบแดงแล้วโดนยุบพรรคนั่นแหละ เงินบาทจะอ่อนยวบทันที ใครๆก็เดาได้ว่าเงินบาทจะแข็งขึ้น ดังนั้นการเก็งกำไรจะยากขึ้น

   หุ้นได้รับผลอย่างมากจากมาตรการ 30% เมื่อเริ่มใช้ใหม่ๆทำให้หุ้นตกลงมหาศาลภายในวันเดียว แต่อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วผลกระทบจากการยกเลิกมาตรการ 30% จะไม่มหาศาลนัก เนื่องจากกว่า มาตรการ 30% ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตลาดหุ้นโดยตรงทำให้การเพิ่มขึ้นของหุ้นนั้น จะส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นในระยะสั้น    เมื่อบวกกับเรื่องที่หุ้นช่วงนี้มันไม่สะท้อนพื้นฐานข่าวดีอะไรเลย บางตัวราคาลงด้วยซ้ำ ที่แท้พวกขาใหญ่รู้ inside ทุบตลาด กั๊กราคา แล้วเก็บหุ้นจากแมงเม่าไปหมด เราอาจได้เห็น 900 จุดเร็วๆนี้ แต่เป็นการขึ้นมากๆระยะสั้นเท่านั้น ก่อนที่จะไปค้างกองแล้วก็เซ็งแกร่ว จนกว่าคดีใบแดงจะจบไป แนะนำให้ซื้อเก็บในช่วงนี้ก่อนที่จะขึ้นไปสูง (หุ้นน้ำมันมีโอกาสเยอะ) แล้วหาจังหวะปล่อยก่อนมีข่าวเชิงลบออกมาเพื่อทำกำไร ระยะกลางมีแนวโน้มลำบาก เน้นเก็บยาวจะดีกว่า

เจ็บใจเฟ้ย ไม่น่ารีบขายเลย

เบื่อคนไม่รักษาคำพูด วันก่อนบอกไม่ยกเลิก วันนี้ประกาศโครม “ยกเลิก” แถบไม่มีมาตรการใดๆรองรับอีก มันกะให้แมงเม่าตาย แล้วจะพังเศรษฐกิจไทยหรอไง

    ทองคำ ขึ้นแหงๆเฟดเล่นออกมาบอกว่า วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์อาจทำให้ธนาคารขนาดเล็กบางแห่งล้มละลาย ดาวน์โจน เลยตก 120 กว่าจุด  น้ำมันก็ขึ้นเป็น 103$ ทองก็เลยราคากระชูด
นิวไฮไปแล้ว เล็งจังหวะกันให้ดีละกัน ผมว่าจะซื้อไปหมั้นสาวอยู่สัก 5-10 บาท ก่อนที่มันจะทำ
นิวไฮใหม่แต่ก็เป็นการถือยาวไม่ได้เก็งกำไรอะไร

      ตัวใครตัวมันครับงานนี้การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง ทางรอดอาจอยู่ที่ทอง หรือถือยาวหน่อยในหุ้น รวมถึงการลงทุนฝากเงินในต่างประเทศก็อาจจะดี เพราะว่าในแถบเอเซียดอกเบี้ยออมทรัพย์ 10%-15% / ปีก็มีให้เห็นกันเยอะแยะ แล้วรอเงินบาทดีดไปที่ 33 บาท :)


10 ปี 10 ล้าน ทำได้แน่

กุมภาพันธ์ 28, 2008

  ทำตามนี้ได้ 10 ล้านไม่ไปไหนแน่

  จากเว็บชมรมคนออมเงิน ของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร เจอบทความดีๆ 10 ปี 10 ล้าน เห็นว่าตั้งแต่ปี 2549 แล้ว แต่ก็ยังใช้ได้ดีอยู่

การที่จะทำเงินให้ได้ 10 ปี 10 ล้านนั้น ท่านบอกว่า

    1. ให้เก็บเงินสร้างนิสัยการออมให้ได้เดือนละ 25,840 บาท แล้วนำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 5% แบบทบต้น เมื่อครบ 10 ปีก็จะมีเงิน 4 ล้านบาท  (ทดลองดูได้ตามสมการนี้ใน excle -> PV(5%/12,-120,25840,,1) จะได้ 4,029,212.83 บาท)

    2. สุขภาพแข็งแรงมีมูลค่า 2 ล้านบาท ให้ออกกำลังกายต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 10 ปี ห้ามอ้วน และนอนให้เพียงพอวันละ 6-7 ชม.

   3. ครอบครัวอบอุ่นมีมูลค่า 2 ล้านบาท ดูแลลูก ภรรยา สามีให้ดี ให้ซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด และออมเงินเป็น โดย สอนลูกให้จับปลา หาเงินทำงานเองได้

  4. ความสุขในการทำงานมีมูลค่า 2 ล้านบาท ให้ทำงานให้มีความสุข โดยขยัน ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา หนักเอาเบาสู้ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ สร้างพันธมิตร

  เมื่อครบดังนี้ก็จะมีทรัยพ์สมบัติและรูปสมบัติครบ 10 ล้านบาท พอดี :)

   ตอนนี้ผมก็เริ่มออกกำลังกาย วิดพื้น ซิทอัพ วิ่ง แล้วก็เก็บเงินให้ได้เยอะๆ แต่ว่า เดือนละ 25,840 บาทเนี่ยมันเยอะมากเลย ไหนจะผลตอบแทน 5% ทบต้นอีก แสดงว่า ท่านดร.สุวรรณ ต้องการให้เราพยายาม ขยัน ทำให้มีรายได้สูงๆ และรู้จักอดออมจริงๆ รวมถึงต้องศึกษาเพิ่มพูนความรู้เรื่องเงินทองและการลงทุนด้วย

   แต่เอาเถอะ ผลตอบแทนแบบทบต้น อีก 10 ปีเจอกัน ใครทำได้ช่วยบอกผมด้วยนะครับ


ดอกเบี้ยมันถูก เอาเงินมาลงทุนดีกว่า (ภาคจบ)

กุมภาพันธ์ 27, 2008

  เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากจะต้องทำงานไปตลอดชีวิต  สู้เลือกทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ดีกว่า 

  ผู้รู้หลายๆคนชอบเปรียบการลงทุน(เพื่อหาเงิน)เป็นเหมือนแม่น้ำ ที่แบ่งเป็น 2 สาย สายแรกเป็นการลงทุนหาเงินด้วยตนเอง เช่น การทำงานประจำ การตั้งบริษัทแล้วจ้างตัวเองทำงาน ข้อดีของสายนี้คือง่ายในการได้มาซึ่งเงิน แต่เมื่อหยุดทำงาน แม่น้ำกระแสเงินก็จะหยุดไหล ส่วนสายที่สองคือการสร้างระบบ และการให้เงินทำงานให้ สายนี้นั้นแม้ว่าเราจะหยุดทำงานแล้วแต่เงินก็ยังคงทำงานให้เราอยู่แล้วสร้างรายได้ให้เราเรื่อยๆ 

  การทำงานประจำ การจ้างตัวเองทำงาน การสร้างระบบ นั้นผมไม่เชี่ยวชาญและไม่บังอาจให้คำแนะนำได้ แต่การให้เงินทำงานเนี่ยแม้จะฟังดูยากแต่จริงๆแล้วมันง่ายที่สุด และจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภายหลัง ถ้าเรามีระเบียบวินัยและดูแลตัวเองได้

  อย่างไรก็ตาม เรามาดูข้อมูลของการลงทุนประเภทต่างๆจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกันดีกว่า

   ถ้าเราลงทุนในหุ้น พันธบัตร เงินและทอง เป็นเงิน 1,000 บาท เมื่อปี 2518 แล้วทิ้งไว้ 30 ปี ถึงปี 2548 หุ้นจะให้ผลตอบแทนแบบทบต้น 12% ต่อปี เป็น 30,308 บาท พันธบัตรได้ที่ 10% เงินฝากได้ที่ 7% และทองคำได้ที่ 3% ต่อปีได้เป็น 2,487 บาท

ที่มา: http://www.set.or.th/setresearch/files/setnote/setnote5_2006.pdf

  ยังงี้แปลว่าเราควรลงทุนในหุ้นงั้นหรอ? คำตอบคือไม่ เพราะผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ใหญ่ยิ่ง การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง การลงทุนในหุ้นมีความผันผวนสูงแต่ก็ได้ผลตอบแทนสูง ดังนั้นการลงทุนต้องดูสไตล์การใช้ชีวิต อายุ และความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้วผมต้องรวยเร็วที่สุด อีก 10 ปี ต้องมีเงินสัก 10 ล้านให้ได้ ตามโครงการของดร.สุวรรณ วลัยสเถียรถ้า

   เมื่อมองในสภาวะปัจจุบันแล้ว มีข่าวลือว่าจะลดดอกเบี้ยเงินฝากลง ทั้งๆที่มันก็ต่ำจะแย่อยู่แล้วคือ 0.75%-3% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากที่เห็นๆกันเนี่ยจะถูกหักภาษี 15% ตัวเลขที่แท้จริงของผลตอบแทนเงินฝากก็คือ 0.64%-2.55%  เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ 4.8% แล้ว ทำให้การฝากเงินเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุดในการรักษาเงินที่ได้มาอย่างยากลำบาก แต่ใช่ความเสี่ยงมันต่ำที่สุด
  

 ทีนี้เมื่อมองทางเลือกที่ 2
  การลงทุนในพันธบัตร เสี่ยงขึ้นมาอีกนิด ปัจจุบันนี้ ถ้าคิดจะถือพันธบัตรไว้สัก 4 ปีผลตอบแทนก็จะอยู่ที่ราวๆ 4% ซึ่งก็ยังคงน้อยกว่าเงินเฟ้ออยู่ดีทำให้เราต้องมาพิจารณาทางเลือกที่ 3

  การลงทุนในทอง เสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ผลตอบแทนไม่แน่นอน เก็บรักษายากเพราะยังไม่มีสถาบันซื้อทองในรูปแบบหุ้น ผลตอบแทนปัจจุบันประมาณ 15%-40% ต่อปี ใช่ครับ 15%-40~ต่อปี เพราะว่า ราคาทองวิ่งตามน้ำมันและแปรผกผันกับดอล์ล่าห์ เมื่อน้ำมันขึ้นทุกวันๆ ดอล์ล่าห์ถูกลงๆ ทำให้ราคาทองพุ่งติดเพดาน นับเป็นการลงทุนที่คุ้ม ไม่ค่อยเสี่ยง แต่ต้องใจเย็น ต้องมีเงินเริ่มต้นค่อนข้างเยอะเพราะต้องซื้ออย่างต่ำทีละบาท ซึ่งคือ 14,900 แล้ววันนี้ แล้วต้องหาทีเก็บด้วย และไม่แน่ว่าทองจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่ เมื่อไหร่ เพราะเมื่อพิจารณาผลในอดีตแล้ว ผลตอบแทนแค่ 3% ทบต้น เท่านั้น อย่างไรก็ตามในระยะสั้นทองยังคงเป็นการลงทุนที่ดีครับ ดูกราพฟ 15 ปีย้อนหลังได้ที่เวบไซต์สมาคมค้าทองคำ

    อีกแบบก็คือกองทุนรวมต่างๆ ครับ มีหลายประเภทความเสี่ยงต่างๆกันไป ผลตอบแทนตั้งแต่
ติดลบไปจนถึง 15% เลือกได้ทั้งแบบเสียภาษี ปันผล ไม่เสียภาษี

   หุ้น ความเสี่ยงสูงสุด แต่ผลตอบแทนสูงสุด และเราจะมาเน้นกันที่ตัวนี้เนื่องจากว่าผลตอบแทนสูงสุด -200% ถึง 200% ก็มีให้เห็นมาแล้ว เสี่ยงมากครับแต่ผลตอบแทนก็คุ้มความเสี่ยงแน่นอนครับ

  แล้วมีทางเลือกอื่นไหม?
  ประกันชีวิต ครับ ประกันวันนี้ อีก 20 ปีเจอเงินตัวเองอีกทีหนึ่ง ความเสี่ยงและผลตอบแทนระดับเดียวกับพันธบัตร แต่ก็มีความคุ้มครองชีวิตด้วย

  แชร์ต่างๆ,  MLM, เฟรนไชน์  เช่น …. ไม่อาจเอ่ยชื่อได้เพราะเยอะ ที่ดีๆก็มี แต่ที่ไม่ดีก็เยอะครับ

  เปิดกิจการเองครับ ทำได้ดีก็รวย ไม่รอด ก็กลับไปเป็นลูกจ้างเหมือนเดิม
  แต่จำไว้ครับการลงทุนอะไรก็ไม่ดีเท่ากับการลงทุนให้กับตัวเราเองโดยเฉพาะด้านปัญญา


ดอกเบี้ยมันถูก เอาเงินมาลงทุนดีกว่า (ภาคต้น)

กุมภาพันธ์ 25, 2008

Know’s Blog  Blog เก็บความรู้การลงทุน

วันนี้คุณลงทุนแล้วหรือยัง?

    ผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง อายุก็ 20 ปลายๆแล้ว ทำงานมาก็ 5-6 ไม่เห็นจะรวยสักที รถ ก็ยังไม่มี บ้านก็คงอีกนาน เงินเดือนก็ไม่ค่อยไปไหน แต่ก็อุตาสาห์บากบั่นเก็บหอมรอมริบจนมีเงินกับเขาสักก้อนแล้ว แต่ก็ยังมองไม่ค่อยเห็นอนาคต เพียงแต่ว่าความรู้ที่เราได้มาจากการเรียนต่างๆนั้นบอกให้ไม่ยอมแพ้ สักวันฉันต้องรวยให้ได้ ก็พูดไปนั่น

      ด้วยความรู้ที่ติดหัวมาสมัยมหาลัย อาจารย์บอกว่าถ้าเมื่อไหร่ดอกเบี้ยธนาคารน้อยกว่าเงินเฟ้อให้ระวังเงินกำลังจะหายไป เงินกำลังจะลดลง ช่วงนี้ได้ข่าวบ่อยๆว่าเงินเฟ้อเนี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการไว้ว่า(รวมน้ำมันกับอาหาร) ปีนี้อยู่ระหว่าง 2.8-4.0% แล้วก็เลยไปเปิดสมุดออมทรัยพ์ดูดอกเบี้ย เห็นจำนวนแล้วก็ตกใจ  0.75% แปลว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างผมจะจนลงเรื่อยๆนะ เก็บเงินไว้ 100 บาท วันนี้พอปลายปี เหลือ 96 บาทนิดๆ อ้าวอยู่ดีๆเงินหาย เซ็งเป็ด

    ทีนี้คิดๆไปก็นึกได้ว่าจริงๆแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดเลย ถ้าเราอายุไม่ยืน แต่ปัจจุบันคนดันอายุยืนประมาณ 86-89 ปีนะซี แล้วส่วนใหญ่ก็เกษียณตอนอายุ 60 แปลว่าเราต้องอยู่ 20 ปีโดยไม่มีเงินเดือน อืมๆไปหยิบ excle มาคำนวณ ก็ได้ว่าถ้าเราต้องการอยู่แบบปกติโดยมีเงินใช้เดือน 20,000 บาท ณ ตอนนั้นแล้ว แปลว่าเราต้องมีเงินเก็บตอนอายุ 60 =12 x 20 x 2000 = 4,800,000 บาท โดยที่ตอนนั้น ข้าวที่เงินเฟ้อ อาจจะราคาจานละ 200 บาทแล้วก็ได้ ไหนจะค่ารักษาพยาบาล ค่าอื่นๆอีกจิปาถะ ตายแหงๆ ว่าแล้วก็นึกได้ เออใช่ ชิงตายก่อนซะตอน 60 ก็สบายแล้ว ไม่ต้องเก็บเงินไว้หลังเกษียณ พูดนะพูดได้ แต่ใครๆก็รักชีวิต ก็ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างให้มีเงินเยอะที่สุด
แม้เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องมีเงิน

   แล้วจะทำไงล่ะ? ก็ต้องเอาเงินมาลงทุนในรูปแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่านะสิ

  ปล. โชคดีที่ปัจจุบันนี้มีโปรแกรมช่วยคำนวณว่าเราควรจะมีเงินเท่าไหร่เพื่อการเกษียณ ตาม link ไปเลยครับ
http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_wrapper&Itemid=78